|
เวลาห้าทุ่มครึ่งของคืนหนึ่ง
หญิงชราผิวสีคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างทางบนถนน Alabama highway ใกล้ๆ รถของเธอที่จอดเสียอยู่ คืนนั้นมีพายุฝนซึ่งตกหนักมาก ตัวเธอเปียกโชกทีเดียว และเธอตัดสินใจโบกธงขอความช่วยเหลือจากรถคันอื่นที่จะวิ่งผ่านมา
ไม่นาน มีรถคันหนึ่งหยุดเพื่อช่วยเหลือ
ชายหนุ่มผิวขาวลงมาจากรถเพื่อช่วยเหลือเธอด้วยความเต็มใจ ที่จริงมีเรื่องขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างชนผิวขาวกับชนผิวสีในช่วงปี ค.ศ.1960
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน แต่ดูเหมือนชายคนนั้นไม่สนใจเรื่องความขัดแย้งนั้น ชายคนนั้นช่วยหญิงชราให้สามารถไปขึ้นรถแท็กซี่ได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว หญิงคนนั้นขอบคุณเขา และขอจดที่อยู่เขาไว้ และเธอก็ออกเดินทางต่อไปอย่างเร่งรีบ
อาทิตย์ต่อมา
มีเสียงเคาะประตูบ้านของชายหนุ่มผิวขาวผู้ให้ความช่วยเหลือนั้น เขาออกมาเปิดประตูและแปลกใจมากที่มีคนนำทีวีเครื่องใหญ่ส่งมาที่บ้านเขา
มีข้อความเขียนกำกับมาว่าดังนี้ : "ขอบคุณมากๆ ที่ช่วยฉันบนถนนไฮเวย์ เมื่อคืนวันก่อนโน้น ฝนหนักคืนนั้นทำให้เสื้อผ้าฉันเปียกโชกไปหมด รวมทั้งจิตใจฉันหนักอึ้งไปด้วย แล้วนั้นคุณก็ปรากฏตัวมา และเป็นเพราะคุณ ทำให้ฉันสามารถไปอยู่ข้างเตียงของสามีฉันที่กำลังจะตายได้ทันเวลา ต่อจากนั้นไม่นาน เขาก็จากฉันไป ขอพระเจ้าทรงอวยพรคุณที่ได้ช่วยฉัน และได้ทำงานรับใช้ผู้อื่นโดยไม่คิดถึงตนเองเลย" - ด้วยความซาบซึ้งใจ +Mrs. Nat King Cole
ชายผิวขาวคนนี้เป็นหนึ่งในคำตอบที่นักกฎหมายถามพระเยซูเจ้าว่า
"แล้วใครเล่าเป็นเพื่อนมนุษย์ของข้าพเจ้า" คราวนี้ เราลองมาดูรายละเอียดบางประการจากอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีของพระเยซูเจ้ากันนะครับ
"ชายคนหนึ่งกำลังเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโค เขาถูกโจรปล้น
พวกโจรปล้นทุกสิ่ง ทุบตีเขา แล้วก็จากไป ทิ้งเขาไว้อาการสาหัสเกือบสิ้นชีวิต" มาดูสภาพถนนเส้นนี้ก่อนนะครับ ยาวประมาณ 17 ไมล์ ( = 27 กิโลเมตรกว่าๆ ) และลาดต่ำลงถึง 3000 ฟุตต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ต้องใช้เวลาเดินเท้าถึงห้าชั่วโมง เพราะเป็นทางชันลงเขา ข้ามทะเลทราย และผ่านใกล้ๆ โอเอซิส เป็นเส้นทางอันตรายตั้งแต่ในอดีตอันยาวนาน เนื่องจากเต็มไปด้วยพวกโจร และขโมย
"สมณะผู้หนึ่งเดินผ่านมาทางนั้นโดยบังเอิญ
เห็นเขาและเดินผ่านเลยไปอีกฟากหนึ่ง"
สมณะเป็นชนชั้นสูงในสังคม เขาคงไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นเพียงชายน่าสงสารนอนอยู่ เต็มไปด้วยบาดแผล เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าชายนั้นเป็นเพื่อนบ้าน ถ้าชายคนนั้นไม่ใช่คนยิว สมณะอาจเสี่ยงต่อการเป็นมลทิน และถ้าคนนั้นกำลังจะตาย การไปสัมผัสก็เป็นมลทิน ถ้าเขาเกิดเป็นมลทินขึ้นมาล่ะก็ เขาจะไม่สามารถรวบรวม แจกจ่าย และรับส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งผลตามมาก็คือ สมาชิกในครอบครัว และบรรดาคนรับใช้ของเขาจะเดือดร้อนไปด้วย นี่จัดอยู่ในกลุ่มที่เผชิญปัญหาว่า เมื่อเกิดมีคนต้องการความช่วยเหลือจากเขาอย่างปัจจุบันทันด่วน กฎของสังคมไม่อนุญาตให้เขาสามารถเป็นเพื่อนบ้านที่แท้จริงได้
"ชาวเลวีคนหนึ่งผ่านมาทางนั้น เห็นเขา
และเดินผ่านเลยไปอีกฟากหนึ่งเช่นเดียวกัน" ชาวเลวีเป็นลูกหลานของชนเผ่าเลวีที่ไม่ใช่สืบเชื้อสายตรงจากอาโรน พวกเขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยบรรดาสมณะ ( =ลูกหลานของอาโรน ) ในพระวิหาร ชาวเลวีเป็นชนชั้นที่รองลงมาจากพวกสมณะ แต่ก็มีกิจปฏิบัติไปในทำนองเดียวกันเป็นส่วนมาก อาจจะมีความคิดคล้ายคลึงกัน หรืออาจจะมองเห็นแต่ไกลๆ ว่าพวกสมณะเห็นแล้วยังเดินเลี่ยงไปอีกฟากหนึ่ง พวกเขาก็ทำตาม ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า
"แต่ชาวสะมาเรียผู้หนึ่งเดินผ่านมาใกล้ๆ
เห็นเขาก็รู้สึกสงสาร จึงเดินเข้าไปหา
เทน้ำมันและเหล้าองุ่นลงบนบาดแผลแล้วพันผ้าให้ นำเขาขึ้นหลังสัตว์ของตนพาไปถึงโรงแรมแห่งหนึ่งและช่วยดูแลเขา" ชาวสะมาเรียเป็นเชื้อชาติผสมระหว่างชาวยิวที่ถูกจับไปอยู่ในถิ่นเนรเทศ และชาวสะมาเรียที่ตกค้างอยู่ในแผ่นดินที่ถูกเข้ามาครอบครอง สัมพันธภาพระหว่างยิวแท้กับชาวสะมาเรียคือการเป็นศัตรูกัน เพราะเรื่องราวแย่ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ตามกฎของ "มิชนา" ( = Mishna คือธรรมประเพณีปากเปล่าที่นำเอาตัวบทกฎหมายมาพัฒนา ประกอบไปด้วยการตีความ และการประยุกต์ใช้กฎหมายในปัญหาเฉพาะ เพราะกฎหมายวางไว้แค่กฎเกณฑ์หลักๆเท่านั้น ดังนั้น Mishna ก็เป็นการรวบรวมธรรมประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาเป็นพิเศษ ) ข้อหนึ่ง ระบุไว้ว่า "ใครที่กินขนมปังร่วมกับชาวสะมาเรียก็เท่ากับคนที่กินเนื้อหมู" (Mishna Shebiith 8.10) ที่จริงคนสะมาเรียไม่ใช่คนต่างชาติ พวกเขาถือกฎหมายเช่นเดียวกับชาวยิว ชาวสะมาเรียในเรื่องอุปมาของพระเยซูเจ้านี้น่าจะไม่ใช่คนที่อาศัยในท้องถิ่นนั้น ดังนั้น ชายเคราะห์ร้ายนั้นก็ไม่ควรถูกถือว่าเป็นเพื่อนบ้านของเขาด้วยซ้ำ
ถ้าเราจำเรื่องหญิงชาวสะมาเรียได้
เธอได้พูดกับพระเยซูเจ้าว่า "ท่านเป็นชาวยิว ทำไมจึงขอน้ำดื่มจากดิฉันซึ่งเป็นชาวสะมาเรียเล่า" (ยน 4:9)
หรืออีกตอนหนึ่ง
ชาวยิวตอบพระองค์ว่า "เราพูดถูกแล้วมิใช่หรือว่า ท่านเป็นชาวสะมาเรีย และถูกปีศาจสิง" พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า "เราไม่ได้ถูกปิศาจสิง แต่เราถวายพระเกียรติแด่พระบิดาของเรา และท่านล่วงเกินเรา" (ยน 8:48-49)
แต่ในเรื่องอุปมานี้
ชาวสะมาเรียไม่กลัวเรื่องการเป็นมลทินเลย เขาเข้าไปสัมผัส ช่วยเหลือคนเจ็บ เทน้ำมันและเหล้าองุ่นบนบาดแผล เราควรตระหนักว่า การเทน้ำมันและเหล้าองุ่นปกติจะเทบนพระแท่นศักดิ์สิทธิ์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ณ ที่นี้ พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้ต่อเนื่องจากการที่สมณะและเลวีละเลยที่จะทำหน้าที่นี้ จึงกลายเป็นชาวสะมาเรียที่ได้ทำหน้าที่แทน
วันรุ่งขึ้น
ชาวสะมาเรียผู้นั้นนำเงินสองเหรียญออกมามอบให้เจ้าของโรงแรมไว้กล่าวว่า "ช่วยดูแลเขาด้วย เงินที่ท่านจ่ายเกินไปนั้น ฉันจะคืนให้เมื่อกลับมา" ที่จริงเงิน 2 เหรียญเท่ากับค่าจ้างแรงงาน 2 วัน (two denarii 's is two days wages) นี่เป็นตัวอย่างที่สุดยอดของชาวสะมาเรียที่แสนดี คือการช่วยเหลือไม่ได้จบลงที่ครั้งเดียว แต่ยังมองยาวไกลไปถึงสถานการณ์ที่อาจจะนำมาซึ่งความอึดอัดใจ ให้ได้คลี่คลายไปด้วย
เราลองสำรวจดูตัวของเราว่า
เราเป็นชาวสะมาเรียที่แสนดีดุจดังเรื่องที่พระเยซูเจ้าทรงเล่า และทรงคาดหวังให้เราเป็นหรือไม่
|