โรงเรียนของคณะฯติดต่อคณะฯเกี่ยวกับคณะฯ หน้าหลัก

“ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย”

     จิม จอห์นสัน  ได้รับมอบงานให้ช่วยกอบกู้โรงแรมแห่งหนึ่งที่กำลังจะเลิกล้มกิจการ กรรมการท่านอื่นได้เคยพยายามดูแล้ว  แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โรงแรมกลับยิ่งอยู่ในสภาพที่จะอยู่หรือจะไป  จิมจึงตัดสินใจลองทำบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

     ทุกคืนเขาจะขับรถขึ้นไปบนยอดเขาของเมืองที่ซึ่งเขาสามารถมองลงมาเห็นเมืองและโรงแรม เขาจะจอดรถและนั่งอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 20 นาทีเพื่อการภาวนา

     จิมภาวนาให้บรรดาแขกของโรงแรม  ให้พวกเขาได้ผ่อนคลายเวลาที่มาใช้บริการของโรงแรม เขาภาวนาให้พนักงานของโรงแรมทุกคน  และภาวนาให้ครอบครัวของพวกเขาด้วย  เขาภาวนาให้ทุกคนที่มาติดต่อธุรกิจกับโรงแรม และที่สุดเขาภาวนาให้เมืองนี้และประชาชนทุกคนของเมืองนี้

     คืนแล้วคืนเล่าที่จิมขับรถขึ้นไปบนยอดเขาของเมือง และคืนแล้วคืนเล่าที่เขาจอดรถ และภาวนาบทเดิม

     ไม่ช้าไม่นาน  สถานการณ์ของโรงแรมก็เริ่มดีขึ้น ความเชื่อมั่นใหม่ๆ กลับคืนมาสู่บรรดาพนักงานอีกครั้ง  แขกใหม่แต่ละคนจะได้รับการต้อนรับและทักทายอย่างอบอุ่น จิตตารมณ์ใหม่ซึมซาบเข้าไปในการปฏิบัติงาน  โรงแรมกำลังเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง

     นอร์แมน วินเซนต์ พีล ซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องนี้ได้ยกความชอบของการเกิดใหม่ของโรงแรมนี้ให้กับการภาวนาทุกค่ำคืนของจิม จอห์นสัน และเขาแฝงความคิดที่คมคายไว้ว่า “ถ้าการภาวนาของคนหนึ่งยังสามารถเปลี่ยนแปลงโรงแรมแห่งหนึ่งได้ขนาดนี้ ลองคิดดูสิว่าการภาวนาของคนทั้งชาติจะเปลี่ยนโลกได้สักขนาดไหน”

     ด้วยเหตุนี้เอง  เราจะพบว่าตลอดพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงภาวนาอยู่เสมอ  และในพระวรสารของอาทิตย์นี้ เมื่อบรรดาศิษย์ขอให้พระองค์ช่วยสอนการภาวนา พระองค์จึงสอนบทสวด “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย”

     ในบทข้าแต่พระบิดานั้น พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เราเทิดทูนพระเจ้าของเรา  ให้เราขอบพระคุณพระสำหรับพระพรต่างๆ  ที่ทรงประทานให้เรา อีกทั้งให้เรามีจิตสำนึกเป็นทุกข์เสียใจในความไม่เหมาะสมของเรา เพื่อจะได้รับพระเมตตาจากพระองค์  และให้เรารู้จักวอนขอสิ่งที่จำเป็นสำหรับเรา
 พระเยซูเจ้ายังทรงสอนบรรดาศิษย์ต่อไปอีกว่า “จงขอเถิด  แล้วท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิด แล้วท่านจะพบ จงเคาะประตูเถิด  แล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน”

     ปกติ เราวิงวอนขอพระเจ้าโดยการภาวนา  ให้เราสำรวจตัวเราว่า  เราได้วางเรื่องการภาวนาไว้เป็นความสำคัญลำดับแรกๆ ในชีวิตของเราหรือเปล่า  หรือว่าเราปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่เห็นความสำคัญของการภาวนา  พอวาระสุดท้ายปลายชีวิตที่เราคิดจะภาวนา  ความคิดของเราจะถูกรบกวนด้วยเรื่องต่างๆ มากมายจนไม่มีเวลา  สุดท้ายเราก็ตายไปโดยที่ยังไม่ทันเริ่มต้นภาวนา หรือยังภาวนาไม่จบ

     คนที่ไม่ฝึกภาวนาในชีวิตประจำวัน ก็คงจะภาวนาในวันสุดท้ายได้ยากยิ่ง

     อันที่จริง คำภาวนาเป็นเรื่องที่ทรงอานุภาพมาก ปาสกัล นักคณิตศาสตร์เลื่องชื่อ ชาวฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 17 ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “การภาวนาเป็นหนึ่งในหลายๆ วิธีที่พระเจ้าเลือกที่จะปันส่วนอำนาจที่ไม่สิ้นสุดของพระองค์ให้กับเรา”

หน้าหลัก