|
ในพระวรสารของนักบุญยอห์นประจำวันอาทิตย์นี้
ได้เล่าเรื่องที่ท่านยอห์น บัปติสต์ เห็นพระเยซูเจ้าเสด็จมาหาตน
จึงกล่าวว่า "นี่คือลูกแกะพระเจ้า" คำว่า "ลูกแกะพระเจ้า" เป็นคำที่แสดงถึงภาพลักษณ์ของ "ความรัก" "การสละอุทิศตน" และรวมไปถึง "ชัยชนะ" ด้วย
ในหนังสือซามูเอลฉบับที่ 2
ประกาศกนาธันเล่านิทานเรื่องนี้ให้กษัตริย์ดาวิดฟัง "ในเมืองหนึ่งมีชายสองคน คนหนึ่งร่ำรวย อีกคนหนึ่งยากจน คนร่ำรวยมีฝูงแกะและโคจำนวนมาก ส่วนคนยากจนมีลูกแกะเพศเมียเพียงตัวเดียว เป็นลูกแกะที่เขาซื้อมาและเลี้ยงดูอย่างดี แกะตัวนั้นเติบโตขึ้นในบ้านกับเขาและลูกๆ กินอาหารกับเขา และดื่มจากถ้วยของเขา นอนซบอกเขา เขารักแกะตัวนั้นเหมือนบุตรสาว วันหนึ่งมีคนเดินทางมาแวะที่บ้านของคนร่ำรวย ซึ่งไม่อยากฆ่าแกะหรือโคของตนนำมาทำอาหารให้คนเดินทางที่มาเยี่ยมโดยบังเอิญ เขาจึงเอาลูกแกะของคนยากจนมาทำอาหารให้แขกแทน" (2 ซมอ 12:1-4)
เรื่องความโหดร้ายและไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นของเศรษฐีในเรื่องนี้ น่าเศร้าสะเทือนใจมากนะครับ แต่นี่ก็คือหนึ่งในภาพลักษณ์ที่ท่านยอห์น
บัปติสต์มี ในขณะที่ท่านชี้นิ้วไปที่พระเยซูเจ้า และบอกพวกศิษย์ของท่านว่า "นี่คือลูกแกะพระเจ้า" พระเยซูเจ้าทรงเป็นเหมือนลูกแกะของคนยากจนนั้น ที่ได้รับความรักอย่างมากมายลึกซึ้ง แต่กลับถูกฆ่าตายอย่างโหดร้ายจากฝีมือของคนชั่ว
อีกภาพลักษณ์หนึ่งที่เมื่อเวลาท่านยอห์น บัปติสต์
ชี้ไปที่พระเยซูเจ้าและบอกว่าเป็นลูกแกะพระเจ้า คือหมายถึงบรรดาลูกแกะที่ถูกฆ่าบูชาเป็นประจำทุกๆวันในพระวิหาร เราลองอ่านตอนที่กล่าวไว้ในหนังสืออพยพตอนที่พระเจ้าได้ตรัสกับโมเสสว่า
"ทุกๆวันตลอดไป ท่านจะต้องนำลูกแกะเพศผู้สองตัวอายุหนึ่งปีมาถวายบนพระแท่นบูชา ท่านจะต้องถวายลูกแกะตัวหนึ่งในเวลาเช้า อีกตัวหนึ่งถวายเวลาเย็น" (อพย 29:38-39)
การถวายบูชาลูกแกะในพระวิหารจะกระทำต่อเนื่องไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี แต่ละปีเรื่อยๆไป แม้ในห้วงเวลาอดอยาก อาหารหายาก และประชาชนหิวโหยก็ตาม ดังนั้นท่านยอห์น บัปติสต์ ต้องการจะหมายความว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นเหมือนแกะที่ถูกฆ่าทุกเช้าเย็นในพระวิหาร เพื่อไถ่บาปของประชาชน ทรงสละอุทิศตนเป็น "แกะรับบาป" นั่นเอง (แต่ความหมายที่เติมเต็มในพันธสัญญาใหม่ คือพระเยซูเจ้าได้สิ้นพระชนม์เพียงองค์เดียวและครั้งเดียว ก็ทรงสามารถไถ่เราทุกคนให้พ้นบาปได้)
ตัวอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องความรัก
และการอุทิศตนจนยอมตาย มีดังนี้ ครั้งหนึ่ง เกิดไฟไหม้ป่าละเมาะในพื้นที่หนึ่งในแคว้นเวลส์ ตลอดเวลาสามวันมีลมพัดแรง โหมไฟให้ลุกลามและรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อนักผจญเพลิงที่เข้ามาช่วยดับไฟ ประชาชนในละแวกนั้นบางคนเสียชีวิต บางคนสูญเสียทรัพย์สมบัติ มีเรื่องเล่าว่าวันที่สามพวกที่มาช่วยดับไฟได้เห็นรังนกบนต้นไม้ และพวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาว่าจากพุ่มไม้ที่ไหม้จนหมดนั้นยังมีสิ่งที่มีชีวิตรอดเหลืออยู่ได้ คนงานคนหนึ่งค่อยๆนำรังนกลงมาจากซากต้นไม้ที่ไหม้เกรียม เขาแปลกใจมากที่พบว่าแม่นกตัวหนึ่งที่ตายและไหม้เกรียมกางปีกห่อหุ้มอะไรไว้ และแปลกจนแทบไม่น่าเชื่อ เขาได้ยินเสียงจิ๊บ จิ๊บ และพบลูกนกสองตัวอยู่ภายในปีกของแม่ที่ปกป้องลูกไว้ เป็นแม่นกที่เลือกจะตายอย่างกล้าหาญและไม่เห็นแก่ตัว เพื่อปกป้องลูกน้อยของตนไว้ เป็นตัวอย่างของความรักขั้นวีรกรรมทีเดียว
แต่ยังมีอีกภาพลักษณ์สุดท้ายของคำว่า
"ลูกแกะพระเจ้า" ซึ่งเราจะพบได้ในหนังสือวิวรณ์ (หนังสือเล่มสุดท้ายของพันธสัญญาใหม่ และถือเป็นเล่มสุดท้ายของพระคัมภีร์) ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ เชื่อกันว่าเป็นนักบุญยอห์น ผู้นิพนธ์พระวรสาร ท่านได้ใช้คำว่า "ลูกแกะพระเจ้า" ไม่น้อยกว่า 28 ครั้ง นอกจากท่านจะยังรักษาความหมายที่บ่งบอกถึงความรักลึกซึ้ง และการถวายชีวิตเป็นพลีบูชาแล้ว ยังได้เพิ่มความหมายมากไปกว่านั้น คือยังมีความหมายถึง "สิริรุ่งโรจน์ และ ชัยชนะ" อีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือในบทที่ 5 ที่ผู้แต่งวาดภาพลูกแกะนั่งอยู่บนบัลลังก์ ถูกล้อมรอบด้วยประชาชนซึ่งกำลังขับร้องและสรรเสริญลูกแกะด้วยบทเพลงนี้ "เพราะพระองค์ทรงถูกประหาร ทรงหลั่งโลหิตไถ่กู้มนุษย์สำหรับพระเจ้า จากทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกประเทศ ทุกชาติ ทรงทำให้เขาเหล่านั้นเป็นสมณราชตระกูลสำหรับพระเจ้าของเรา เขาจะครองราชย์เหนือแผ่นดิน" (วว 5:9-10) และอีกตอนหนึ่งบันทึกไว้ว่า "ลูกแกะที่ถูกประหารแล้วนั้น ทรงเป็นผู้สมควรได้รับพระอานุภาพ ทรัพย์ศฤงคาร พระปรีชาญาณ พระพลานุภาพ พระเกียรติยศ พระสิริรุ่งโรจน์และคำถวายพระพร" (วว 5:12)
ดังนั้น
เมื่อเราเข้าใจความหมายที่ครบของการเป็น "ลูกแกะพระเจ้า" ของพระเยซูเจ้าแล้ว ขอให้เราติดตามพระองค์ด้วยความมั่นอกมั่นใจ โดยผ่านทางความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรา และเราตอบสนองความรักของพระองค์ จะทำให้เราก้าวเดินไปกับพระองค์ ตามรอยพระฉบับแบบของพระองค์ด้วยการรู้จักเสียสละอุทิศตน ดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานถึงพระองค์อย่างซื่อสัตย์มั่นคง เราก็จะมีส่วนร่วมใน "พระสิริรุ่งโรจน์ และ ชัยชนะ" ของพระองค์ตลอดนิรันดร เราจะถูกนับเนื่องอยู่ในหมู่ผู้ที่อยู่ล้อมรอบพระบังลังก์ที่พากันร้องตะโกนว่า "อาเมน"
|