หน้าหลักเกี่ยวกับคณะฯโรงเรียนของคณะฯติดต่อคณะฯ

          ในระหว่างการรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้า ก่อนที่พระองค์จะยอมมอบพระองค์เองให้กับศัตรูของพระองค์เอาไปทรมานและตรึงพระองค์ที่ไม้กางเขนนั้น เมื่อสานุศิษย์ตั้งคำถามกับพระเยซูเจ้าและพระองค์ได้ทรงตอบคำถามพวกเขา ก็เท่ากับว่าเป็นคำสั่งสอนของพระองค์สำหรับพวกเราเช่นเดียวกันด้วยเมื่อเราอ่านหรือฟังข่าวดีของพระวรสารของพระองค์ ดังนั้นเมื่อพระเยซูเจ้าได้ทรงตรัสว่า “ในไม่ช้า โลกจะไม่เห็นเรา แต่ท่านทั้งหลายจะเห็นเรา” (ยน 14: 19) และยูดา มิใช่ยูดาส อิสคาริโอท ผู้ทรยศก็ทูลถามพระองค์ต่อไปถึงความหมายของถ้อยคำเหล่านี้ว่า “พระเจ้าข้า ทำไมพระองค์ทรงต้องการแสดงพระองค์แก่พวกเรา แต่ไม่แสดงพระองค์แก่โลก?” (ยน 14: 22)...ให้เราได้เป็นหนึ่งเดียวกับบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้าซึ่งได้ตั้งคำถามให้กับพระองค์ พร้อมกันนั้นก็ให้เราฟังคำตอบของ

* นักบุญออกัสติน (354-430)...ใช้ชีวิตในฐานะที่เป็นพระสังฆราชและนักปราชญ์ของพระศาสนจักรในพื้นที่ตอนเหนือของทวีปอาฟริกาซึ่งเป็นประเทศอัลจิเรียในปัจจุบัน ท่านได้กลับใจและปรับเปลี่ยนชีวิตของท่านอย่างน่าอัศจรรย์ และได้รับศีลล้างบาปเมื่อมีอายุได้ 32 ปี เพราะด้วยคำภาวนาและน้ำตาของคุณแม่นักบุญมอนิกา (331-387) และด้วยการไปฟังคำเทศน์สอนของนักบุญอัมโบรส (339-397) พระสังฆราชและนักปราชญ์ของพระศาสนจักรที่เมืองมิลาน ท่านได้รับใช้พระศาสนจักรเป็นพระสังฆราชประมาณ 40 ปีด้วยกัน...ท่านเป็นอัจฉริยะของโลก กอร์ปด้วยสติปัญญาที่ลึกซึ้งอย่างหาตัวจับยาก มีจินตนาการที่กว้างไกลและมีหัวใจที่ไม่รู้จักอิ่มในการแสดงความรักต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งได้ทรงสร้างท่านมา ท่านเป็นปิตาจารย์ชั้นเลิศและเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ท่านแรกในจำนวนสี่ท่านของพระศาสนจักรลาติน/พระศาสนจักรตะวันตก...

          พระองค์พร้อมๆกับพวกศิษย์ว่า ”ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จพร้อมกับเรา มาหาเขา จะทรงพำนักอยู่กับเขา ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ปฏิบัติตามวาจาของเรา”(ยน 14: 23-24)...นี่ย่อมเป็นเหตุผลว่าทำไมว่าพระองค์จึงทรงแ สดงพระองค์แก่พวกศิษย์ของพระองค์ แต่ไม่แสดงพระองค์แก่คนอื่นหรือแก่โลก...เพราะพวกศิษย์รักพระองค์ แต่โลกไม่รักพระองค์ ดังที่มีกล่าวไว้ในบทเพลงสดุดีว่า ”ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานความยุติธรรมแก่ข้าพเจ้า โปรดทรงแก้ต่างคดีความให้ข้าพเจ้าต่อสู้กับคนอธรรม”(สดด 43: 1) เนื่องจากว่าผู้ที่รัก ก็จะได้รับการคัดเลือก เพราะว่าพวกเขารัก แต่ผู้ที่ไม่รัก…”แม้จะพูดภาษาของมนุษย์และภาษาของทูตสวรรค์ได้ ก็ จะเป็นแต่เพียงฉาบหรือฉิ่งที่ส่งเสียงอึกทึก และแม้จะประกาศพระวาจา เข้าใจธรรมล้ำลึกทุกข้อและมีความรู้ทุกอย่าง หรือมีความเชื่อพอที่จ ะเคลื่อนย้ายภูเขาได้ และแม้จะแจกจ่ายทรัพย์สินทั้งปวงให้แก่คนยากจน หรือยอมมอบตนเองให้นำไปเผาไฟเสีย ก็มิได้รับประโยชน์อันใด”(1คร 13: 1-3)

          เป็นความรักที่แยกแยะบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ออกจากโลก และเป็นความรักที่ทำให้คนเราอยู่อย่างสันติกับคนอื่นๆในบ้านเดียวกัน และในบ้า นนี้ที่พระบิดาและพระบุตรทำเป็นที่พำนักของพระองค์ พระองค์ที่ทรงประทานความรักนี้ให้กับพวกเขา ในที่สุดก็จะทรงประทานให้พวกเขาได้ พิศเพ่งพระองค์เอง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการพิศเพ่งมองดูในขณะสุดท้ายแห่งกาลเวลาที่บรรดาศิษย์ได้ถามพระองค์ เพื่อว่าพวกเขาจะได้ยินคำตอบจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง และเพื่อว่าพวกเราจะได้รู้เรื่องนี้จากพระวร สารของพระองค์ด้วย พวกศิษย์ได้ถามพระองค์เกี่ยวกับการแลเห็นพระคริสต์ ดังนั้นจึงมีการพิศเพ่งมองดูพระเจ้าอย่างที่เกิดจากภายในที่คนชั่วช้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยในเรื่องนี้ สำหรับพวกเขาจะไม่มีการพิศเพ่งมองดูพระบิด าและพระจิต พวกเขาสามารถมองดูองค์พระบุตรได้แต่ในสภาพที่พระองค์ทรงมีร่างกายเนื้อหนังเท่านั้น แต่พวกเขาจะไม่สามารถที่จะมองดูพระองค์ได้ตลอดไป แต่จะมองดูพระองค์ได้เฉพาะในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นซึ่งจะเ ป็นขณะเวลาของการพิพากษาตัดสินพวกเขา นี่มิใช่เป็นขณะเวลาแห่งความชื่นชมยินดีสำหรับพวกเขา แต่จะเป็นขณะเวลาของการรับโทษ มิใช่การรับรางวัล

          “เราบอกสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟังขณะที่เรายังอยู่กับท่าน แต่พระผู้ช่วยเหลือคือพระจิตเจ้าที่พระบิดาจะทรงส่ งมาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง และจะทรงให้ท่านระลึกทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน เรามอบสันติสุขให้ท่านทั้งหลาย เราให้สันติสุขของเรากับท่าน เราให้สันติสุขกับท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้”(ยน 14: 25-27)

          ในพระวาจาของพระวรสารที่ได้นำเสนอข้างต้นนี้ เป็นองค์พระเยซูเจ้าเองซึ่งได้ตรัสไว้ว่าพระบุตรและพระบิดาจะทรงเสด็จมาหาพวกศิ ษย์เพราะพระองค์ทรงรักพวกเขาและจะทรงพำนักอยู่กับพวกเขา และก่อนหน้านี้เล็กน้อย พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงองค์พระจิตศักดิ์สิทธิ์ว่า “แต่ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงดำรงอยู่กับท่านและอยู่ในท่าน”(ยน 14: 17) และจากที่ได้กล่าวนี้ ทำให้เราได้เข้าใจว่าพระเจ้า “พระตรีเอกภาพ” ทรงดำรงอยู่พร้อมๆกันทั้งสามพระบุคคลในบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับที่พระองค์ทั้งสามพระบุคคลทรงประทับอยู่ในพระวิหารของพระองค์

          บัดนี้ที่พระเยซูเจ้าทรงกล่าวว่าสิ่งต่างๆที่พระองค์ได้ทรงกล่าวกับพวกศิษย์ ก็จะดำรงอยู่กับพวกเขา ด้วยเหตุนี้ยังมีอีกพระบุคคลหนึ่งที่พ ระองค์ได้ทรงสัญญากับพวกเขาไว้ ยังจะต้องเสด็จมา แต่ว่าจริงๆแล้ว ณ เวลานี้พระองค์ท่านนี้ทรงสถิตอยู่กับพวกเขาแล้ว พระบุคคลที่ว่านี้ท รงเป็นจิตและเป็นที่รู้จักแก่จิตวิญญาณอย่างเป็นการภายในเท่านั้น ส่วนสิ่งอื่นๆที่เป็นอย่างมีรูปร่างสัมผัสได้นั้น เรามนุษย์สามารถรับรู้ได้อย่า งภายนอกด้วยสายตาและหูฟังและด้วยการสัมผัสในกรณีหนึ่งพระองค์จะทรงประทานความปีติยินดีตลอดไปให้กับผู้อธิษฐานภาวนาขอ ส่วน อีกกรณีหนึ่ง พระองค์จะทรงเพียงจะเสด็จมาเยี่ยมบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงประทานพระพรให้ ในกรณีแรกนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงละจากพวกเขาที่รักพระองค์ ส่วนในอีกกรณีหนึ่งนั้น พระองค์ทรงเสด็จมาหาเขา แล้วก็จะละจากไป

          พระเยซูเจ้ายังได้ทรงตรัสอีกว่า “แต่พระผู้ช่วยเหลือคือพระจิตเจ้าที่พระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง และจะทรงให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน”(ยน 14: 26) นั่นก็คือพระบุตรจะทรงเป็นผู้ตรัสพระวาจาและพระจิตจะทรงเป็นผู้สอน เพื่อว่าเมื่อองค์พระบุตรจะทรงเป็นผู้ตรัส เราก็จะได้ยินพระวาจาของพระองค์ และเมื่อองค์พระจิตศักดิ์สิทธิ์ทรงสอน เราก็จะเข้าใจพระวาจาเหล่านั้ น...จะเป็นไปได้อย่างไรที่พระบุตรจะทรงตรัสโดยที่ไม่มีพระจิตเจ้า หรือว่าพระจิตเจ้าจะทรงสอนโดยที่ไม่มีพระบุตร นี่ก็ย่อมหมายความว่าเมื่อพระเจ้าจะทรงตรัสหรือจะทรงสอนอะไรบางสิ่งบางอย่าง ก็ทรงเป็นพ ระตรีเอกภาพเองที่ทรงตรัสและสอนมิใช่หรือ?

          แต่เนื่องจากว่าเป็นพระตรีเอกภาพซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการรู้จักในแต่ละพระบุคคลและเราควรจะฟั งพระองค์อย่างแยกเป็นทีละพระบุคคลต่างหากไป แต่ว่าควรจะเข้าใจหรือรู้จักพระองค์อย่างไม่ต้องแยกเป็นทีละพระบุคคล เราจะได้ยินพระบิดาทรงตรัสเมื่อเราอ่านพระวาจานี้ว่า “พระเจ้าทรงรับสั่งกับข้าพเจ้าว่า ‘เจ้าเป็นบุตรของเรา’ “(สดด 2: 7) และให้เราฟังพระองค์ตรัสอีกครั้งหนึ่งว่า “ทุกคนจะได้รับคำสอนจากพระเจ้า ทุกคนที่ได้ฟังพระบิดาและเรียนรู้จากพระองค์ ก็มาหาเรา”(ยน 6: 45) และเราจะได้ยินพระบุตรทรงตรัสอย่างผู้ที่กำลังสอนว่า “อย่าให้ผู้ใดเรียกท่านว่า ‘อาจารย์’ เพราะพระอาจารย์ของท่านมีเพียงพระองค์เ ดียวคือพระคริสตเจ้า” (มธ 23: 10) ส่วนสำหรับองค์พระจิตเจ้าซึ่งเราเพิ่งได้ยินพระเยซูเจ้าทรงตรัส ตามที่ได้มีกล่าวไว้ว่า “พระองค์จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง”(ยน 14: 26) และให้เราฟังจากหนังสือกิจการอัครสาวกว่าพระจิตเจ้าได้ทรงตรัสกับนักบุญเปโตรว่า “จงลุกขึ้น ลงไปข้างล่างและไปกับเขาเถิด(โครเนลีอัส)อย่าลังเลเลย เพราะเราได้ส่งเขามา”(กจ 10: 20)

          เพราะฉะนั้น พระตรีเอกภาพเป็นทั้งผู้ตรัสและผู้สอนซึ่งเราสามารถรู้ได้ก็โดยอาศัยการเผยแสดงของพระเจ้าเท่านั้น เพราะโดยธรรมชา ติของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าอย่างที่จะแยกจากกันไม่ได้ และถ้าหากเป็นเช่นนี้ เรื่องของพระตรีเอกภาพเรามนุษย์ก็จะไม่สามา รถรับรู้ได้เพราะเมื่อเราพูดถึงพระบิดาและพระบุตรและพระจิต เราก็ไม่ได้พูดถึงทั้งสามพระบุคคลไปพร้อมๆกัน แม้ว่าพระองค์ไม่สามารถจะเป็นอย่างอื่นได้นอกจากจะเป็น‘พระเจ้า’พร้อมๆกันหรือเป็นด้วยกัน

          พระเยซูเจ้าทรงตรัสว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้ท่านทั้งหลาย เราให้สันติสุขของเรากับท่าน” นี่เป็น “สันติสุข”ที่เราอ่านพบได้ในในประก าศกอิสยาห์ “สันติสุข สันติสุขแก่คนใกล้และไกล” (อสย 57: 19) ขณะที่องค์พระเยซูเจ้ากำลังจะละจากโลกนี้ไป พระองค์ก็ยังทรงมอบสันติ สุขไว้ให้กับพวกเรา และเมื่อพระองค์จะทรงเสด็จมา ณ วันสุดท้าย พระองค์จะทรงประทานสันติสุขของพระองค์เองให้กับเรา พระองค์จะทรง ประทานสันติสุขให้กับเราในโลกหน้า พระองค์ทรงประทานสันติสุขให้กับเรา เป็นสันติสุขที่จะทำให้เราเอาชนะศัตรูของเรา พระองค์จะทรงประทานสันติสุขของพระองค์เองให้กับเรา เมื่อพระองค์จะทรงขึ้นครองราชย์โดยไม่มี อริราชศัตรู พระองค์ทรงประทานสันติสุขให้กับเราเพื่อว่าเราจะได้รักกันและกันตั้งแต่อยู่บนโลกนี้ พระองค์จะทรงประทานสันติสุขของพระองค์เองให้กับเราเพื่อว่าเราจะได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ต้องแตกแยกกันพระองค์ทรงประทา นสันติสุขให้กับเรา เพื่อว่าตราบเท่าที่เรายังใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เราจะต้องไม่ตัดสินผู้อื่นโดยเบาความเพราะพระองค์จะทรงเผยแสดงคำแนะนำให้แก่เรา

          เรามีสันติสุขในพระองค์และจากพระองค์แม้ว่าพระองค์จะได้ทรงละจากพวกเราไปหาพระบิดาและเมื่อพระ องค์จะทรงพาพวกเราไปหาพระบิดา ขณะนี้พระองค์ได้ทรงประทานสันติสุขให้กับเราเมื่อพระองค์ทรงเสด็จไปห าพระบิดา เนื่องจากว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขสำหรับเราทั้งในขณะที่พระองค์ทรงอยู่กับพวกเราและเมื่อเราจะแลเห็นพระองค์เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเป็นแต่นิรันดรภาพแล้ว(1ยน 3: 2)...ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายที่เสื่อมสลายได้อยู่นี้อันเป็นอุปสรรคให้กับวิญญาณ เราจำเป็นต้องเดินในหนทางชีวิตด้วยความเชื่อ มิใช่มอ งเห็นด้วยสายตา เพราะพระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งเราให้เดินในหนทางชีวิตห่างไกลจากพระองค์(2คร 5: 6-7)...และจะเป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์จะไม่ทรงประทานพระองค์เองอย่างอุดมให้กับเราเมื่อเราจะได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์?

          มีความหมายว่าอะไรเมื่อพระองค์ทรงตรัสว่า “สันติสุขเราให้กับท่าน”...หลายๆคนอาจจะตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมพระเยซูเจ้าไม่บอกว่า “สันติสุขของเรา เราให้กับท่าน”หรือว่าจะมีอะไรที่ซ่อนเร้นอยู่ในคำว่า “สันติสุข” นี้ สันติสุขที่พระองค์ทรงประทานให้กับเราในโลกนี้ น่าจะเรียกว่าเป็นสันติสุขของเราคริสตชนมากกว่าที่จะเป็นสันติสุขของพระองค์ เพราะในพระองค์จะต้องไม่มีความขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น เพราะในพระองค์ไ ม่มีบาปและทรงเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดอย่างที่สุดขณะที่สันติสุขที่เรามีไว้นั้น เรายังจะต้องอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอๆว่า“โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า”

          ดังนั้น เราจึงมีสันติสุขอยู่บ้าง เพราะเรามีความปีติยินดีในการปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า แต่ว่ายังมิใช่เป็นสันติสุข่อย่างครบถ้ว นสมบูรณ์แบบเสียทีเดียว เพราะว่าเรายังต้องดิ้นรนต่อสู้กับกฎเกณฑ์หรือข้อห้ามต่างๆอื่นๆอีกที่อยู่ในร่างกายของเรามนุษย์(รม 7: 21-23) แต่ว่าเรามีสันติสุขซึ่งกันและกันเพราะเราเชื่อว่าเรารักกันและกัน และนี่แหละเป็นสันติสุขของเรา เพราะเป็นองค์พระเยซูเจ้าเองที่ได้ทรงประทา นให้กับเรา และถ้าเรามิได้รับมาจากพระองค์ เราก็คงไม่มีสันติสุขที่ว่านี้ซึ่งเราจะต้องพยายามรักษาสันติสุขที่ได้รับนี้จนถึงที่สุด เพื่อว่าสันติสุขที่พระเยซูเจ้าทรงมี เราก็จะมีด้วย และจะไม่มีกฎเกณฑ์หรือข้อห้ามอ ะไรในตัวของเราที่จะต่อสู้กันเอง รวมทั้งจะไม่มีอะไรในตัวของเรา จะถูกซ่อนเร้นไว้ซึ่งกันและกัน

          เรารู้ว่าพระวาจาขององค์พระเยซูคริสตเจ้าสามารถเป็นที่เข้าใจได้ตามตัวอักษร แต่ว่าทำไมพระอง ค์ถึงได้ตรัสย้ำประโยคเดียวกันว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้ท่านทั้งหลาย เราให้สันติสุขของเรากับท่าน”...สันติสุขอย่างแรกจะทำให้เราสามารถเอาชนะศัตรูของเราได้ ส่วนสันติสุขอย่างที่สองนั้น จะทำให้เราปลอด จากศัตรูหรือไม่มีศัตรูนั่นเอง

          และพระเยซูเจ้ายังทรงตรัสต่อไปอีกว่า “เราให้สันติสุขกับท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้”...นี่หมายความว่าอย่างไร? คงไม่ใช่สันติสุขอย่างที่คนรักโลกให้เพราะนั่นมิใช่เป็นสันติสุขที่แท้จริงและยั่งยืน เป็นเพียงแต่ไม่มีการแข่งขันต่อสู้กันและไม่มีกา รทะเลาะเบาะแว้งกัน หรือไม่มีการเบียดเบียนกันซึ่งนั่นก็ยังมิใช่เป็นสันติสุขที่แท้จริง เพราะหัวใจของพวกเขายังมิได้หลอมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

          พี่น้องที่รัก ให้เราที่พระคริสต์ได้ทรงประทานสันติสุขให้นั้น ขอพระองค์ทรงประทานสันติสุขของพระองค์ให้แก่พวกเราด้วย ซึ่งเป็นสันติ สุขไม่เหมือนกับที่โลกได้ให้ เพื่อว่าเราจะได้ดำรงอยู่ในสันติสุขกับเพื่อนพี่น้องของเราได้อย่างยั่งยืนโดยให้เราได้มีหัวใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดีย วกันกับเพื่อนพี่น้องและให้เราได้ยกหัวใจของเราขึ้นหาพระเจ้า เพื่อว่าหัวใจของเรานั้น จะได้ไม่เสื่อมสลายไปบนโลกใบนี

หน้าหลัก