หน้าหลักเกี่ยวกับคณะฯโรงเรียนของคณะฯติดต่อคณะฯ

                        

           

          เรื่องของไม้กางเขน สามารถพบได้ทั้งในวัฒนธรรมคริสต์และไม่ใช่วัฒนธรรมคริสต์ ซึ่งให้ความหมายเชิงจักรวาลหรือเชิงธรรมชาติเสียส่วนใหญ่ เส้นตรง 2 เส้นที่ยาวเท่ากัน ตัดกัน เป็นรูปกางเขน หมายถึง 4 มิติของจักรวาลและกางเขนสวัสดิกะของพรรคนาซีเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ที่หมุนเป็น จักรเพลิง และหมายถึงแหล่งกำเนิดของแสงสว่างและอำนาจของธาตุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของสายฟ้าฟาด หรือในบางวัฒนธรรม หมายถึงอำนาจของการให้กำเนิด ความหมายเชิงธรรมชาติเหล่านี้ของไม้กางเขน มิได้ถูกลบล้างไปเมื่อนำไปใช้ในทางศาสนา แต่ได้รับการทำให้ความหมายดังกล่าวลึ กซึ้งยิ่งขึ้น และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์มากขึ้นโดยอาศัยการพัฒนาสัญลักษณ์นิยมของคริสตศาสนา แต่ว่าในวัฒนธรรมที่มิใช่คริสตศาสนา สัญลักษณ์แห่งไม้กางเขนได้กลายเป็นวิธีการที่ใช้ลงโทษ

          คริสตชนในยุคแรกๆ โดยปรกติแล้ว มักจะหลีกเลี่ยงการนำเสนอพระวรกายของพระคริสตเจ้าบนไม้กางเขน ซึ่งมีพยานหลักฐานให้เห็นในศตวรรษที่ ๕ และอันที่จริงตั้งแต่แรกจนถึงศตวรรษที่ ๔ แม้กระทั่งรูปไม้กางเขนธรรมดา ก็แทบจะไม่สู้ได้ปรากฎออกมาสู่สายตาของสาธารณชนด้วยซ้ำไป ซึ่งก็มีเห ตุผลต่างๆ ดังนี้

          ทั้งคนต่างศาสนาและชนชาวยิว ต่างก็มองเห็นว่าเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันอย่างที่สุดที่บรรดาคริสตชนเชื่อว่า ชายคนหนึ่งที่ถูกตรึงกางเขนเป็นพระเจ้า แม้กระทั่งในหมู่พวกคริสตชนเองก็ยังถือว่าการถูกตรึงกางเขนเป็นสิ่งที่น่าอับอาย และหลายๆคนก็ยังมีความลังเลที่จะยอมรับความเป็นจริงที่ว่าพระคริสตเจ้าได้สิ้นพระชนม์จริงๆ สภาพระสังคายนาแห่งเมืองเอเฟซัส(๔๓๑) และสภาพระสังคายนาแห่งเมืองคัลเซดอน(๔๕๑) เป็นช่ว งเวลาที่ตรึึงเครียดที่สุด สำหรับการถกเถียงกันในเรื่องของพระคริสตเจ้า(Christology) เพราะมีคริสตชนบางกลุ่มที่แลเห็นการ ถูกตรึงกางเขน  เป็นการตรึงกางเขนพระเจ้า พวกเขารับไม่ได้ที่จะเห็นพระวรกายของพระผู้ถูกตรึงกางเขน และดังนี้พวกเขาจึงอยากนำเสนอไม้กางเขนที่ว่างเปล่ามากกว่า

          ยิ่งกว่านั้นในยุคสมัยที่มีการเบียดเบียนศาสนาคริสต์ เพราะกลัวผู้มีอำนาจของบ้านเมืองจะรู้ว่าพวกที่นับถือไม้กางเขนเ ป็นคริสตชน และอีกประการหนึ่งเพราะกลัวคนต่างศาสนาจะเอาไม้กางเขนไปทำทุรจาร

           นอกจากนั้น  ยังมีพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าคริสตชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่อยากพิศเพ่งดูความ น่าอับอายบนกางเขนของพระเจ้าของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในภาพลักษณ์ที่เปลือยเปล่า พวกเขาชอบมากกว่าที่จะเห็นไม้กางเขนว่าเป็นสัญลัก ษณ์แห่งชัยชนะ ของพระองค์เป็นท่อธารแห่งชีวิต  ทั้งอยากให้ไม้กางเขนเป็นวิธีการที่พระองค์ผ่านไปสู่พระเกียรติมงคลของพระเจ้าอันเป็นของพระองค์มาก่อน

          ใน ๓ ศตวรรษแรก บรรดาคริสตชนได้ใช้ไม้กางเขนเป็นความศรัทธาภักดีส่วนตัว อย่างไรก็ตามในศตวรรษที่ ๔ เกิดมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา คือเป็ นช่วงระยะเวลาที่เกิดสันติภาพในพระศาสนจักร จึงไม่มีความจำเป็นแต่ประการใดที่จะต้องปิดบังซ่อนเร้นไม้กางเขนอีกต่อไป จักรพรรดิคอนสแตนติน ได้ทรงประกาศว่าพระองค์ได้แลเห็นไม้กางเขนบนท้องฟ้า และพระองค์ได้ทรงสั่งให้สลักรูปไม้กางเขนนี้บนโล่ห์ของทหารของพระองค์ทุกคน แล้วพระองค์ได้ ทรงยกเลิกการถูกตรึงกางเขนว่าเป็นโทษประหารชีวิต และต่อมาไม้กางเขนก็ได้ปรากฎขึ้นทุกหนทุกแห่งตามที่ต่างๆในอาณาจักรของพระองค์ 

          แต่ว่าเหตุการณ์ที่มีผลกระทบอย่างลึกซึ้งมากที่สุด ก็คือ  การค้นพบไม้กางเขนที่ใช้ตรึงพระเยซูเจ้าที่กรุงเยรูซาแลม  เมื่อปี ๓๒๖ และได้รับการเค ารพสักการะอย่างพระธาตุที่มีคุณค่ามากที่สุด ที่ยังคงหลงเหลือมาจากชีวิตบนแผ่นดินนี้ของพระองค์ ไม้กางเขนนี้ได้ถูก แบ่งออกมาเป็นหลายๆ ส่วนด้ว ยกัน แต่ว่าชิ้นใหญ่ๆ ของไม้กางเขนที่ถูกแบ่งออกมานี้ได้ถูกนำไปยังกรุงโรมก่อน  และต่อไปยังกรุงคอนสแตนติน โนเปิล  ในเวลาต่อมา ไม้กางเขนนี้ก็ได้ถูกซอยออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีกมากมายและถูกแจกจ่ายไปตามที่ต่างๆ

          ศตวรรษที่ ๕ และ ๖ เป็นช่วงเวลาที่มีความหมายที่ไม้กางเขนได้รับเกียรติสูงสุด คือได้ทำด้วยทองคำและได้รับการประดับด้วยเพชรนิล   จินดาเม็ ดโตๆ ซึ่งก็คงไม่มีจุดประสงค์อื่นใด  นอกจากเป็นนำเสนอให้เห็นถึงพระเกียรติมงคลแห่งไม้กางเขนนั่นเอง

          นอกจากแนวความคิดแห่งเกียรติมงคลของไม้กางเขนแล้ว  ยังมีการผนวกชัยชนะและชีวิตเข้าไปในเนื้อหาของไม้กางเขนอีกด้วย ซึ่งเรา  สามาร ถแลเห็นได้จากรูปภาพของลูกแกะของพระเจ้าที่แบกไม้กางเขนอันเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของพระคริสตเจ้า และรูปภาพของต้นไม้แห่งชีวิตซึ่งต้องกา รให้เห็นถึงความตรงข้ามกับต้นไม้แห่งความตาย หรือระหว่างต้นไม้แห่งความดีและต้นไม้แห่งความชั่วในสวนสวรรค

          

           

           ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ที่บรรดาชาวคริสต์ใช้กันมากที่สุด ได้มีการวางไม้กางเขนไว้บนพระแท่นบูชาระหว่างพิธีมิสซาบูชาข อบพระคุณตั้งแต่ศตวรรษที่ ๕ ในประเทศซีเรีย แต่สำหรับภาคพื้นตะวันตก ธรรมเนียมนี้ได้มีขึ้นภายหลังนั้นมาก คือประมาณศตวรรษที่ ๑๓ในสมณสมัยของพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ ๓ ส่วนการใช้ไม้)การเขนในพิธีแห่ ได้เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ ๖ เมื่อ Venantius Fortunatus ได้แต่งเพลง “Vexilla Regis Prodeunt” และในปี ๘๐๐ จักรพรรดิชาร์ลเลอมาญได้มอบไม้กางเขนสำหรับใช้แห่แด่พระสันตะปาปา เพื่อใช้ในพิธีแห่ที่กรุงโรม คื่อเมื่อขบวนแห่มาถึงที่วั ดเพื่อเริ่มพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ ก็ปักไม้กางเขนไว้ที่ข้างๆพระแท่นบูชา

          ในระหว่างสมัยกลางจนถึงศตวรรษที่ ๑๖ ได้มีการแบ่งส่วนของพระแท่นบูชากับส่วนที่เป็นที่นั่งของสัตบุรุษ โดยใช้โต๊ะศักดิ์สิทธิ์ที่สัตบุรุษเดินเข้า มาคุกเข่ารับศีล  และบางทีก็ใช้แขวนไม้กางเขนขนาดใหญ่ตรงที่แบ่งส่วนทั้งสอง เพื่อมิให้ปะปนกับไม้กางเขนบนพระแท่นบูชา

          ในสมัยกลาง ได้มีการแขวนไม้กางเขนบนกำแพงของอาคารใหญ่ๆ  นอกเหนือไปจากที่วัดแล้ว ต่อมาก็ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน  ได้มีการตั้งไม้กา งเขนในสุสานด้วย รวมทั้งมีการปักรูปไม้กางเขนบนผ้าประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนผ้าศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

            

           การทำสำคัญมหากางเขนหรือเดชะพระนามบนหน้าผากด้วยนิ้วโป้งหรือนิ้วชี้นั้น ได้มีธรรมเนียมปฏิบัติตั้งแต่ศตวรรษที่ ๒ แล้ว แต่ว่าเป็นความศรัท ธาส่วนตัว ในศตวรรษที่ ๔ ได้มีการใช้สำคัญมหาเขนกันแพร่หลายมากขึ้นในพิธีกรรม และในปลายศตวรรษที่ ๔ นี่เอง ได้มีการทำสำคัญมหากางเขนที่หน้าอก และทำที่ริมฝีปากในศตวรรษที่ ๘
        
ในพระศาสนจักรตะวันออก ธรรมเนียมปฏิบัติในการทำสำคัญมหากางเขนด้วยสองหรือสามนิ้วนั้น เพื่อเป็นการย้ำถึงสองพระธรรมชาติของพระคริส ตเจ้า หรือหมายถึงพระธรรมชาติของพระตรีเอกภาพ และธรรมเนียมปฏิบัตินี้ได้เริ่มแพร่หลายเข้าไปในพระศาสนจักรตะวันตก ในศตวรรษที่ ๙ ทางสันตะสำ นักได้มีคำสั่งให้พระสงฆ์ทำสำคัญมหากางเขนด้วยนิ้วโป้งและอีกสองนิ้วเหนือเครื่องบูชาในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ อากัปกิริยาเช่นนี้ ยังคงปฏิบัติกันอยู่ใ นพิธีกรรมของพระศาสนจักรตะวันออกจนถึงทุกวันนี้ และในจารีตของสันตะสำนักในพิธีเสกหรืออวยพรต่างๆ
           ส่วน
การทำสำคัญมหากางเขนที่หน้าผาก หน้าอกและที่บ่านั้น แม้ว่าได้ทำกันเป็นแบบความศรัทธา ส่วนตัวตั้งแต่ศตวรรษที่ ๕ แล้วก็ตาม ดูเหมือนว่าจะถูกนำเข้ามาให้ปฏิบัติเป็นส่วนรวมเป็นครั้งแรก     ในอารามก็ในศตวรรษที่ ๑๐ และในศตวรรษที่ ๑๓ พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ ๓ได้มีคำสั่งให้ทำส ำคัญมหากางเขนด้วยนิ้ว ๓ นิ้ว จากหน้าผากลงมาที่หน้าอก และจากบ่าขวาไปยังบ่าซ้าย แต่ว่าต่อมาก็ให้ใช้มือที่แบออก ทำสำคัญกางเขน และให้เปลี่ยนจากบ่าซ้ายไปบ่าขวา
           โดยปรกติแล้ว
การทำสำคัญมหากางเขนจะต้องทำควบคู่ไปกับบทภาวนา ซึ่งได้ใช้กันตั้งแต่สมัยโบราณ คือ “เดชะพระนามพระบิดา และพระบุตร และพระจิต” ส่วนในจารีตตะวันออก เวลาที่ทำสำคัญมหากางเขน ก็ให้ภาวนาว่า “โอ้พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ โอ้พระเจ้าผู้เข้มแข็ง โอ้พระเจ้าผู้ ไม่รู้ตาย ขอทรงพระกรุณาข้าพเจ้าทั้งหลายเทอญ”
           เราทำสำคัญมหากางเขนในหลายวิธีด้วยกันขณะประกอบพิธีกรรม ซึ่งก็ให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งการทำสำคัญมหากางเขนเป็นสัญลักษณ์ของพระคริสต์ที่ถูกจารึกลงไป เสมือนหนึ่งเป็นการประทับตราลงบนร่างกายของผู้เตรียมตัวรับศีลล้างบาป(คริสตังค์สำรอง) อันเป็นการให้ความห มายว่าเขาผู้ที่ได้รับการทำสำคัญมหากางเขนนั้น เป็นของพระคริสต์ทั้งหมด หรือว่าเป็นการแสดงออกซึ่งความเชื่ออันไม่หวั่นไหวในองค์พระคริสต์ หรือว่าเ ป็นการยืนยันถึงพระฤทธานุภาพสูงสุดของพระคริสตเจ้าต่อสู้กับจิตชั่ว การทำสำคัญมหากางเขนสามารถเป็นการวิงวอนขอพระหรรษทานจากพระเจ้า เป็นก ารวิงวอนขอบุญกุศลที่มีไม่รู้จบสิ้นแห่งไม้กางเขนของพระคริสตเจ้า และการทำสำคัญมหากางเขนสามารถใช้เป็นการอวยพรบุคคลหรือสิ่งของก็ได้

                        

          เป็นเรื่องปกติธรรมดาและมีเหตุผลที่อุปกรณ์ของการช่วยให้รอดพ้น จะต้องกลายเป็นคารวะกิจอย่างพิเศษสุด ดังนั้นความศรัทธาภักดีต่อไม้กางเขนได้เริ่มขึ้นหลังจากที่พระเยซูเจ้าได้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ดังที่เราสามารถมีหลักฐานจากจดหมายของนักบุญเปาโล

          ใน ๑คร ๑:๑๗...พระคริสตเจ้ามิได้ทรงส่งข้าพเจ้ามาทำพิธีล้างบาป แต่ทรงส่งมาประกาศข่าวดี มิใช่ด้วยการใช้โวหารอันชาญฉลาด ด้วยเกรงว่าจะท ำให้ไม้กางเขนของพระคริสตเจ้าเสื่อมประสิทธภาพ…

          ใน อฟ ๒:๑๖...โดยทางไม้กางเขน พระเยซูเจ้าทรงทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนดีกับพระเจ้า รวมเป็นกายเดียว และทรงขจัดการเป็นศัตรูกันเดชะพระอ งค์...

          ใน กท ๖:๑๔...ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่โอ้อวดสิ่งใดนอกจากเรื่องไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา อาศัยไม้กางเขนนี้ โลกถู กตรึงตายไปจากข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ถูกตรึงตายไปจากโลกแล้ว...

          และใน คส ๑:๒๐...และให้สรรพสิ่งคืนดีกับพระเจ้าโดยทางพระองค์ พระคริสตเจ้าโปรดให้ทุกสิ่งมีสันติ ด้วยพระโลหิตที่ทรงหลั่งบนไม้กางเขนของ พระองค์ ทั้งสิ่งที่อยู่บนแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในสวรรค์...

          และท่านนักบุญเองก็ไม่ได้เน้นมากมายนักทัศนะทางลบของไม้กางเขน ที่ว่าเป็นอุปกรณ์ใช้ทรมานมนุษย์ ดังนั้นในความความรู้สึกนึกคิดของบรรดาค ริสตชน ถือว่าไม้กางเขนมีบทบาทของการช่วยให้รอดพ้นในแผนการของพระเจ้า เช่นเดียวกับพระคริสตเจ้าที่ได้เป็นผู้มีชัยเหนือความตายและบาปโดยทางพระทรมานของพระองค์ ไม้กางเขนซึ่งเป็นวิธีการของการทนทุกข์ทรมาน ก็ได้กลับกลายเป็นท่อธารแห่งชีวิต

          มิใช่เฉพาะบนกำแพงของอาคารบ้านเรือนของบรรดาคริสตชน ที่ได้รับการตราด้วยสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์หรือด้วยรูปไม้กางเ ขนในรูปแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น แต่ว่าหินหรือวัตถุมีค่าอื่นๆ ก็ได้รับการสลักเป็นรูปไม้กางเขนด้วย ด้วยการค้นพบไม้กางเขนจริงขอ งพระเยซูเจ้า ความศรัทธาภักดีต่อไม้กางเขนก็ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าพระธาตุของไม้กางเขนจะได้ถูกแจกจ่ายออกไปทั่วโลก การไปจาริกแสวงบุญยังแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เพื่อที่จะนมัสการไม้ศักดิ์สิทธิ์นี้ก็เกิดขึ้นแพร่หลายเป็นอย่างมากเช่นกัน

          เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น สภาพระสังคายนาแห่งเมืองนีเชอา ที่ ๒ (๗๘๗) ได้ประกาศว่าการกราบไห ว้มนัสการไม้กางเขนของบรรดาสัตบุรุษที่มีต่อไม้กางเขนและรูปภาพของพระคริสตเจ้านั้นเท่ากับว่าเป็นการกราบไหว้นมัสการองค์พร ะคริสตเจ้าเอง  ดังนั้นพระศาสนจักรจึงเรียกร้องให้มีการคุกเข่าต่อหน้าไม้กางเขนในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์  รวมทั้งให้มีภาคพิเศษในพิธีกรรมวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อการกราบไหว้นมัสการไม้กางเขนอีกด้วย และบรรดาคริสตชนก็ได้รับการเชิญชวนให้เข้าจูบไม้กางเขนด้วย ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการประกาศชัยชนะอันทรงเกียรตของไม้กางเขนอีกด้วย

          การเฉลิมฉลองทางพิธีกรรมเพื่อถวายเกียรติแด่ไม้กางเขนนี้ ได้มีมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ของพระศาสนจักร โดยสัมพันธ์กับการค้นพบไม้กางเขนตัวจริงแ ละการสร้างพระวิหารถวาย ณ ที่ที่ปลงพระศพพระเยซูเจ้าและที่เนินเขากัลวารีโอที่กรุงเยรูซาเลม และในปี ๓๒๕ ได้มีการเฉลิมฉลองอย่างสง่าและยิ่งใหญ่ การถวายพระวิหารทั้งสองนี้  ในวันที่ ๑๓ และ ๑๔ กันยายน ต่อมาวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขนนี้ ก็เฉลิมฉลองนอย่างสง่าและยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกๆปี ทั้งไ ด้แผ่ขยายไปยังศาสนจักรตะวันออกอื่นๆ แต่ว่าพระศาสนจักรที่กรุงโรมได้รับเอาวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขนนี้ในศตวรรษที่ ๗ และได้ทำการเฉลิมฉลองเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้....

หน้าหลัก