หน้าหลักเกี่ยวกับคณะฯโรงเรียนของคณะฯติดต่อคณะฯ

    

   มิสซาบูชาขอบพระคุณ

          ในวันนี้พระศาสนจักรอนุญาตให้พระสงฆ์ถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณได้ 3 มิสซาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน/
   ห่างกัน โดยมีเงื่อนไขดังนี้ คือ

          1. มิสซาแรกจะอุทิศให้กับใครก็ได้

          2. มิสซาที่ 2 อุทิศให้กับผู้ล่วงลับทุกๆคน

          3. มิสซาที่ 3 อุทิศให้ตามพระประสงค์ขององค์สมเด็จพระสันตะปาปา

   พระคุณการุญ

          1.พระคุณการุญครบบริบูรณ์ ซึ่งสัตบุรุษรับได้และต้องอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระเท่านั้น ใน 2 กรณีดัง
  ต่อไปนี้

          1.1 ณ วันใดวันหนึ่งระหว่างวันที่ 1-8 พฤศจิกายน โดยให้ไปเยี่ยมสุสานอย่างศรัทธา หรือสวดภาวนาอุทิศ
     แด่ผู้ล่วงลับ

          1.2 ณ วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ (หรือ  ณ วันที่พระสังฆราชท้องถิ่นอนุญาต เช่น ณ วันอาทิตย์ก่อน
     หรือหลังวันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ หรือ ณ วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย) โดยให้ไปเยี่ยมวัดหรือวัดน้อยอย่าง
     ศรัทธา และสวดบท
“ข้าแต่พระบิดา” และ “ข้าพเจ้าเชื่อ”

          2.พระคุณการุญไม่ครบบริบูรณ์  ซึ่งสัตบุรุษรับได้ตลอดทั้งปีและต้องอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระเท่านั้น
     ใน 2 กรณีดังต่อไปนี้

          2.1 ให้ไปเยี่ยมสุสานอย่างศรัทธา หรือสวดภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ

          2.2 ให้สวดอย่างศรัทธาบทภาวนาทำวัตรเช้า หรือบทภาวนาทำวัตรเย็นของบทภาวนาทำวัตรอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ หรือให้สวดบทเร้าวิงวอน 
    
“โปรดให้เขาได้พักผ่อนตลอดนิรันดรเถิด พระเจ้าข้า  – ขอให้เขาได้เห็นแสงสว่างตลอดกาลเทอญ

           

          การระลึกถึงการจากไปของบรรดาสัตบุรุษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ผู้ที่เรารัก ผู้ที่เรารู้จัก ผู้ที่เป็นสมาชิกในคณะนักบวชเดียวกับเรา ฯลฯ เราสามารถย้อนธรรมเนียมอันน่าชมยิ่งนี้ ไปสู่ยุคของพระธรรมเก่าเลยทีเดียว ซึ่งได้มีการกล่าวถึงในหนังสือของมัคคาบี ฉบับที่ 2(2มคบ 12: 39-45)คือในปี 163 ก่อนคริสตกาล ยูดาห์ มัคคาบี ซึ่งเป็นหัวหน้าของพวกยิว ได้สั่งให้เก็บรวบรวมร่างที่ไร้วิญญาณของพวกยิวด้วยกัน ที่ถูกฆ่าตายในสนามรบ มาทำพิธีปลงศพ ในช่วงเวลาที่ทำการเก็บศพอยู่นั้น ก็บังเอิญไปพบเครื่องรางของขลังที่ไปได้มาจากวิหารของชนต่างศาสนาซ่อนไว้อยู่ใต้เสื้อยาวของผู้ตาย นี่เป็นการละเมิดข้อธรรมบัญญัติอันได้มีการบัญญัติไว้ในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ ๗(ฉธบ 7: 25) ซึ่งกล่าวไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเผารูปแกะสลักอันเป็นรูปพระทั้งหลายของชนต่างชาติเสียด้วยไฟ ท่านทั้งหลายอย่าโลภอยากได้เงินหรือทองซึ่งปิดรูปพระอยู่นั้น หรือนำไปเป็นของท่าน เกรงว่าท่านจะหลงสิ่งเหล่านั้น เพราะว่าสิ่ งเหล่นั้นเป็นของพึงรังเกียจแด่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” เมื่อเห็นเช่นนี้ ทันทียูดาห์และพรรค พวกก็ได้พร้อมใจกันสวดภาวนาวิงวอนพระเจ้าได้โปรดอภัยบาปของพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งได้ทำการต่อสู้เพื่อพระเกียรติมงคลของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นยูดาห์ได้ทำการรวบรวมเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อที่จะน ำส่งไปที่กรุงเยรูซาเล็ม สำหรับเป็นค่าของการถวายเครื่องบูชาแห่งการชดเชยใช้โทษบาปเพื่อผู้ตาย โดยมีความเชื่อมั่นว่าที่ทำเช่นนี้ ก็เพื่อหวังการกลับคืนชีพของผู้ตาย เพราะถ้าหากท่านไม่เชื่อว่า ผู้ล่วงลับจะกลับคืนชีพแล้ว การภาวนาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ ก็คงไม่จำเป็นและงมงาย…นั่นย่อมหมายถึงว่าคำภาวนาและการถวายเครื่องบูชาของบรรดาผู้ยังมีชีวิตอยู่ สามารถช่วยผู้ตายให้หลุดพ้นจากโทษทัณฑ์ของบาปได้

          ส่วนในพระธรรมใหม่นั้น ก็คงมีแต่ข้อความเดียวที่พบได้ในจดหมายของนักบุญเปาโลถึงทิโม ธี ฉบับที่ ๒(2ทธ 1: 16-18) ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาแก่ครอบครัวของโอเนสิโฟรัสด้วยเถิด …ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดประทานพระเมตตาแก่เขา ในวันพิพากษาด้วยเถิด”

          ในสองสามศตวรรษแรกของคริสตศาสนา ธรรมเนียมของการภาวนาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ ได้มีการกล่าวถึงเฉพาะในการสลักเป็นรูปภาพและเ ป็นลายลักษณ์อักษรที่หลุมฝังศพของผู้ตายเท่านั้น

          การกล่าวถึงการภาวนาอุทิศแก่ผู้ตายในพิธีกรรมสาธารณะ เช่นในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณซึ่งต้องถือว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมาก ที่สุดและในการชุมนุมสวดพร้อมๆกันสำหรับผู้ตาย สามารถพบได้ในผลงานเขียนของแตร์ตุลเลียนในช่วงปลายศตวรรษที่ 3 …ในปี 337 พระศพ ของจักรพรรดิคอนสแตนติน ได้รับการวางไว้ที่หน้าพระแท่นบูชา พระสงฆ์และสัตบุรุษมาชุมนุมกันเพื่อภาวนาอุทิศแด่พระองค์…นักบุญอัมโบรส พระสังฆราชแห่งเมืองมิลานในศตวรรษที่ 4 ได้กล่าวถึงความตายของพี่ชายของท่านและการประกอบพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณอย่างสง่าโอกา สครบรอบวันตายของพี่ชายที่จากไปด้วย... นักบุญยอห์น คริสซอสโตม ในปลายศตวรรษที่ 4 ได้พูดถึงธรรมเนียมปฏิบัติของการภาวนาอุทิศแก่ ผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการร่วมในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณและในการทำทานซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้เป็นอย่างดีที่สุด

          ธรรมเนียมปฏิบัติของการภาวนาอุทิศแก่ผู้ตายนี้ ได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องกันมาเป็นอย่างดี จนกระทั่งถึงในศตวรรษที่ 13 สภาสังคา ยนาลีอองส์ ที่ 2 ในปี 1247 ได้ออกเอกสารของสภาสังคายนาอย่างเป็นทางการ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้โดยผนวกเรื่องของไฟชำระเข้าไว้ด้วย คือบร รดาวิญญาณที่ต้องได้รับการชำระล้างหลังจากความตายแล้วนั้น สามารถได้รับความช่วยเหลือด้วยพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ การทำทาน การภ าวนา รวมทั้งกิจศรัทธาอื่นๆตามธรรมประเพณีของพระศาสนจักร…ต่อมาในปี 1476 พระสันตะปาปาซิกส์ตุส ที่ 4 ได้อนุญาตให้มีพระคุณการุญ ครบบริบูรณ์สำหรับอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระได้ ซึ่งยังได้รับการปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้ โดยได้รับการปรับปรุงให้ดูดียิ่งขึ้น

          อย่างไรก็ตาม การระลึกถึงวิญญาณของผู้ตายในวันนี้กำเนิดมาจากอารามฤาษีคณะเบเนดิกตินที่คลูนี และพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 15 ก่อนสงครามโลกครั้งแรก ได้อนุญาตให้พระสงฆ์สามารถถวายบูชามิสซาได้ 3 มิสซาในวันนี้

มนุษย์กับความตาย

          ในพิธีปลงศพและในบูชามิสซาที่ระลึกถึงผู้ตายนี้  พระศาสนจักร ทำการฉลองธรรมล้ำลึกแห่งปัสกาด้วยความเชื่อ  โดยมีความหวังอย่า งเต็มเปี่ยมว่าพวกเขาได้กลายเป็นอวัยวะในพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า พระผู้ได้สิ้นพระชนม์และกลับคืนพระชนมชีพ โดยอาศัยศีลล้างบา ปเราจะสามารถผ่านไปสู่ชีวิตพร้อมกับพระองค์โดยผ่านทางความตาย และเมื่อเราตาย จำเป็นที่วิญญาณของเราจะต้องได้รับการชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์เสียก่อน ขณะที่ร่างกายกำลังคอยให้พระค ริสตเจ้าเสด็จกลับมาและกำลังคอยการกลับคืนชีพของบรรดาผู้ตายด้วยความหวังที่ทำให้มีความสุข (Ordo Exsequiarum Praenotanda n, 1)

          ในชีวิตของเรา มนุษย์ไม่เคยรู้สึกพอกับสิ่งที่เราได้รับ  เราเจริญชีวิตโดยมุ่งไปสู่อนาคตเสมอ ไปสู่ “วันพรุ่งนี้” ซึ่งเราคอยด้วยความหวังว่าจะมีอะไรที่ดีขึ้น  จะพบกับความสุขมากขึ้น มีความเป็ นอยู่ที่ดีขึ้น เรามีชีวิตอยู่เพราะว่ามีความหวังที่คอยผลักดันเรา แต่ในส่วนลึกแห่งชีวิตของเราที่ทำให้เราลืมความทุกข์ยากลำบากไปชั่วขณะนั้น หรือในส่วนลึกแห่งความหวังนั้นมักจะมีความคิดอัน หนึ่งซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ และความคิดอันนี้ก็มิใช่อะไรอื่น คือ การคิดถึงความตายนั่นเอง  ซึ่งเป็นความคิดที่ทำให้เราคุ้นเคยกับมันได้ยากมาก  ตรงข้ามบ่อยๆครั้งเรากลับพยายามจะขับไล่มันให้ไปไก ลๆจากความคิดของเราเสียอีก  แต่ถึงกระนั้นก็ตาม  ความตายเป็นเพื่อนเดินทางที่คอยติดสอยห้อยตามเราไปทุกๆฝีก้าวแห่งชีวิตของเรา เช่นใน การจากกัน  ในความป่วยไข้ ในความเจ็บปวด ในความทุกข์ยากลำบากและในความผิดหวัง ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนเราก่อนว่า “เราจะต้องตาย”

ความตายคือธรรมล้ำลึก

          ความตายยังคงเป็นธรรมล้ำลึกที่ลึกลับสำหรับมนุษย์อยู่นั่นเอง เป็นความลึกลับ แม้ผู้ที่ไม่มีความเชื่อก็ยังหวั่นเกรง

          การเป็นคริสตชนช่วยให้เปลี่ยนอะไรบางอย่างหรือไม่ ในเมื่อคิดถึงความตายและในเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมัน? คริสตชนควรจะต้องมีทรร ศนคติเช่นไร  เวลาที่ต้องเผชิญกับคำถามนี้?  เป็นคำถามที่ความตายถามเราอยู่ทุกขณะพร้อมกับสัญญลักษณ์ของมัน เป็นคำถามที่ถามเราถึงค วามหมายสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ คือ มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกันแน่? ทุกสิ่งทุกอย่างสิ้นสุดลงพร้อมกับความตายเช่นนั้นหรือ?

          คำตอบอันนี้เราสามารถพบได้ในส่วนลึกแห่งความเชื่อของเรา  สำหรับคริสตชนแล้ว ความตายมิใช่เป็นผลลัพธ์ของโศกนาฎกรรมและสิ่ งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราคริสตชนจะต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างเย็นชาแบบเสียไม่ได้ แต่ความตายของคริสตชนอยู่ในร่องรอยหรือเป็นการเจริญรอยตามความตายของพระคริสตเจ้า เป็นถ้วยที่ขมขื่น อันเป็นเพราะผลของบาป ถ้วยกาลิกซ์นี้ที่เราทุกคนจะต้องดื่มจนถึงหยดสุดท้าย เพราะว่าเป็นน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้า  พระองค์ที่กำลังอ้าแขนคอยเราอยู่ที่ธรณีประตูสวรรค์ความตายที่เป็นชัยชน ะขั้นเด็ดขาด เป็นความตายที่จะไม่ใช่ความตายอีกต่อไป ทว่าเป็นชีวิต เป็นเกียรติมงคล ในที่สุดเป็นการกลับคืนชีพ

          สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นมาในรูปแบบใดที่แน่ๆนั้น เรายังไม่สามารถรู้ได้ในขณะนี้ บางทีเรายังไ ม่สามารถจะวัดหรือคำนวณถึงความยิ่งใหญ่ไพศาลของพระคุณและพระสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าก็เป็นได้

          เราระลึกถึงการจากไปของบรรดาสัตบุรุษ ญาติมิตรสหาย ผู้เป็นที่รักของเรา ผู้ที่เรารู้จัก ฯลฯ ด้วยการมาร่วมในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณซึ่งเป็นการระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสตเจ้าบนไม้กางเขนและระลึกถึงของการเสด็จกลั บคืนพระชนมชีพของพระองค์ด้วย  ในบทภาวนาก่อนอนุโมทนาคุณ  พระศาสนจักรได้สวดภาวนาด้วยคำพูดที่ให้กำลังใจและให้ความหวังแก่เราว่า “ในพระองค์” ความหวังของการกลับคืนชีพที่เป็นสุขได้ส่องแสงสำหรับเราทุกคนและถ้าหากว่าการที่เราทุกคนจะต้องตายอย่างแน่นอนนั้น ท ำให้เราต้องโศกเศร้า พระสัญญาของความไม่รู้ตายในชีวิตหน้าจะช่วยบรรเทาใจเรา “โอ้ข้าแต่พระคริสตเจ้า ชีวิตมิได้ถูกถอดถอนออกไปจากตัว สัตบุรุษของพระองค์ แต่เป็นการเปลี่ยนเป็นชีวิตใหม่ และเมื่อที่พำนักอาศัยของถิ่นที่เนรเทศนี้จะได้ถูกทำพังทลายลงไปแล้ว ที่พำนักอาศัยที่คงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ในเมืองสวรรค์ก็จะได้รับการจัดเตรียมเอาไว้”

เราจะแลเห็นพระคริสตเจ้าหน้าต่อหน้า

          ความตายของคริสตชนมิใช่เป็นเวลาของการสิ้นสุดชีวิตของเขาบนแผ่นดินนี้ ชีวิตของเขามิได้หยุดอยู่แต่เพียงแค่นี้ ชีวิตบนแผ่นดินนี้เป็ นการเตรียมสำหรับชีวิตสวรรค์ในชีวิตหน้า ชีวิตของเราบนแผ่นดินนี้เป็นเหมือนการฝึกอบรม  เป็นการต่อสู้ เป็นการเลือกว่าเราจะอยู่ฝ่ายใด ฝ่ ายสวรรค์หรือฝ่ายนรก เวลาเรามนุษย์จะพบตัวเองอยู่ต่อหน้าสิ่งที่เป็นเป้าหมายแห่งความใฝ่ฝันของตน คือเวลานั้น เราจะพบว่าตัวเราอยู่เฉพาะพระพักตร์พระคริสตเจ้าและพระองค์จะทรงเป็นสิ่งที่เราต้องเลือกเอาไว้ตลอดนิรันดร์

          พระคริสตเจ้าทรงกางพระกรคอยเราอยู่ตั้งแต่นิรันดรภาพแล้ว ใครก็ตามที่เลือกเป็นศัตรูกับพระคริสตเจ้าจะต้องถูกเผาตลอดทั้งชั่วนิรันดร จะถูกเผาด้วยความรักอันนั้นเองที่เขาได้ปฏิเสธไม่ยอมรับพระองค์ ส่วนผู้ที่ได้ตัดสินใจอยู่ข้างพระคริสตเจ้า เขาจะพบกับความชื่นชมยินดีที่เต็มเปี่ยมอันไม่มีที่สิ้นสุดในความรักอันนั้นเช่นกัน

โปรดประทานการพักผ่อนตลอดนิรันดร์แก่เขาเถิดพระเจ้าข้า

          เราสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อผู้ที่ล่วงลับ?  พวกเขาเหล่านี้มิได้อยู่ห่างไกลจากเราเลย พวกเขาที่ได้สิ้นใจในอ้อมพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเ จ้า ยังเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร

          การสวดภาวนาเพื่อผู้ที่ล่วงลับเป็นธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของพระศาสนจักร ที่จริงคนเราแม้ว่าเวลา ที่เขาตายนั้น  เขาจะอยู่ในสถานะของพระหรรษทานก็ตามที  ถึงกระนั้นเขาก็ยังแปดเปื้อนไปด้วยความบกพร่องต่างๆ ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ไป สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นเวลาที่เขาตายไปแล้ว

          การตายนั้นยังหมายถึงการตายจากความชั่วช้าด้วย ศีลล้างบาปที่เราได้รับนั้นก็เป็นสัญลักษณ์แห่งคว ามตายและการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์  ความตายนี้จะเป็นการชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์  จะเป็นการกลับไปหาองค์พระผู้เป็นเจ้า การชำระล้างนี้จะกินเวลานานสักเท่าใด?  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือวิสัยขอ งเรามนุษย์ที่จะบอกได้  ดังนั้นเราจึงไม่อยู่ในขีดขั้นที่จะสามารถกำหนดเจาะจงไปได้ว่านานเท่าใด? และอยู่ที่ไหน? อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่ามีระยะเวลาหนึ่งและมีสถานที่แห่งหนึ่งที่วิญญาณเหล่านี้จะต้องชำระล้างตนเ องให้สะอาดหมดจนให้บริสุทธิ์เสียก่อนที่จะไปเชยชมพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าตลอดนิรันดร์ เราทุกคนสามารถช่วยเหลือเขาได้โดยอาศัยคำภาวนาต้องสวดให้นานแค่ไหน?  กี่ปี?  กี่เดือน? พวกเราไม่มีใครรู้  แต่ที่สำ คัญที่สุดสวดไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

หน้าหลัก