หน้าหลักเกี่ยวกับคณะฯโรงเรียนของคณะฯติดต่อคณะฯ

          ในธรรมประเพณีของศาสนาคริสต์ พญาสามองค์ หรือปราชญ์จากบูรพาทิศ หรือกษัตริย์จากแดนตะวันออก คือกลุ่มบุคคลต่างชาติกลุ่มหนึ่ง และเป็นบุคคลสำคัญ ที่เชื่อกันว่าได้มาเยี่ยม/นมัสการพระเยซูเจ้าหลังจากการบังเกิดของพระองค์ ได้นำของขวัญ อันมีทองคำ กำยาน และมดยอบ มาถวายแด่พระองค์ด้วย ทั้งสามท่านนี้จะปรากฏให้เราได้แลเห็นเป็นประจำอยู่เสมอ เมื่อมีการเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสหรือวันสมภพของพระเยซู

          พระวรสารของนักบุญมัทธิว เป็นพระวรสารฉบับเดียวจาก 4 ฉบับ ที่ได้มีการเอ๋ยถึง “พญาสามองค์” พลางบอกว่าท่านทั้งสามมาจาก “แดนตะวันออก” เพื่อจะมานมัสการพระคริสต์ “พระผู้ได้ทรงบังเกิดมาเป็น กษัตริย์ของชาวยิว” แม้เรื่องเล่าในพระวรสา รจะมิได้บอกเราว่าท่านเหล่านี้มีจำนวนเท่าใด แต่ของขวัญทั้ง 3 ชิ้นที่พวกท่านนำมาถวายแด่พระกุมารเยซูเจ้า ทำให้สามารถตั้งข้อสมมุติฐานว่าพวกท่านคงจะมีจำนวน 3 ท่านด้วยกัน การที่เชื่อว่ าท่านทั้งสามเป็นกษัตริย์ในผลงานเขียนของนักเขียนคริสตศาสนิกชนนั้น ก็เชื่อว่า คงจะถูกนำไปเชื่อมโยงกับหนังสือของประกาศกอิสยาห์ 60: 3 ที่บอกว่าพระแมสสิยาห์จะได้รับการกราบไ หว้นมัสการจากบรรดากษั ตริย์ “และบรรดาประชาชาติจะมายังความสว่างของเจ้า และพระราชาทั้งหลาย ยังความสุกใสแห่งการขึ้นของเจ้า”

เรื่องเล่า “พญาสามองค์” จากพระวรสารโดยนักบุญมัทธิว  (มธ 2: 1-12)

          ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรด พระเยซูเจ้าประสูติที่เมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย โหราจารย์บางท่านจากทิศตะวันออก เดินทางมายังกรุงเย รูซาเล็ม สืบถามว่า “กษัตริย์ชาวยิวที่เพิ่งประสูติอยู่ที่ใด พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ขึ้น จึงพร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์ เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงทราบข่าวนี้ พระองค์ทรงวุ่นวายพระทัย ชาวกรุงเยรูซาเล็มทุกคนต่างก็วุ่นวายใจไปด้วย พระองค์ทรงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์ ตรัสถามเขาว่า “พระคริสต์จะประสูติที่ใด” เขาจึงทูลตอบว่า “ในเมืองเบธเลเฮม แคว้นยูเดีย” เพราะประกาศกเขียนไว้ว่า

           “เมืองเบธเลเฮม ดินแดนยูดาห์
           เจ้ามิใช่เล็กที่สุดในบรรดาหัวเมืองแห่งยูดาห์
           เพราะผู้นำคนหนึ่งจะออกมาจากเจ้า
           ซึ่งจะเป็นผู้นำอิสราเอล ประชากรของเรา”

          ดังนั้น กษัตริย์เฮโรดทรงเรียกบรรดาโหราจารย์มาเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ทรงซักถามถึงวันเ วลาที่ ดาวปรากฏ แล้วทรงใช้บรรดาโหราจารย์ไปที่เมืองเบธเลเฮม ทรงกำชับว่า “จงไปสืบถามเรื่องพระกุมารอย่างละเอียด และเมื่อพบพระ กุมารแล้ว จงกลับมาบอกให้เรารู้ เราจะไดไปนมัสการพระองค์ด้วย” เมื่อบรรดาโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสแล้ว ก็ออกเดินทาง ดาวที่เขาเห็นท างทิศตะวันออกปรากฏอีกครั้งหนึ่ง นำทางให้และมาหยุดนิ่งอยู่เหนือสถานที่ประทับของพระกุมาร เมื่อเห็นดาวอีกครั้งหนึ่ง บรรดาโหราจารย์ มีความยินดียิ่งนัก เ ขาเข้าไปในบ้าน พบพระกุมารกับพระนางมารีย์ พระมารดา จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ แล้วเปิดหีบสมบัตินำทองคำ ก ำยาน และมดยอบ ออกมาถวายพระองค์ แต่พระเจ้าทรงเตือนเขาในความฝัน มิให้กลับไปหากษัตริย์เฮโรด เขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น

          หลังจากที่พวกท่านได้กลับไปบ้านแล้ว พวกท่านยังได้รับการเอ๋ยถึงอีกสองครั้งด้วยกัน

ชื่อ/นามของพญาสามองค์

          บรรดาคริสตชนต่างก็เชื่อกันว่าพญาสามองค์เป็นปราชญ์และเป็นกษัตริย์ด้วย คำว่า “Magi/Magic” ที่ใช้เรียกพญาสามองค์ในภาษาอังกฤษในรูปของพหูพจน์นั้น จริงๆแล้วมาจากภาษาเปอร์เซียโบราณ เป็นคำที่ใช้กับตระกูลพระสงฆ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ พระสงฆ์พวกนี้ไ ด้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของดารา ศาสตร์หรือการดูดาวนั่นเอง ซึ่งศาสตร์ที่ว่านี้ถูกรวมเข้าไปเป็นพิธีกรรมทางศาสนาแบบลึกลับไม่เป็นที่เปิดเ ผยให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับรู้ (Occult)

         ส่วนรายชื่อ/นามของพญาสามองค์ซึ่งได้รับการยอมรับโดยทั่วๆไปนั้น มีดังนี้คือ

            
- เมลคีออร์ (Melchior)
              
- คัสปาร์ (Caspar)
            
- บัลธะสาร์ (Balthassar)

          จริงๆแล้วชื่อ/นามทั้งสามนี้ ได้มาจากภาษากรีกที่เมืองอะเล็กซานเดรีย ประมาณปี ค.ศ. 500 ส่ว นในธรรมประเพณีของคริสตจักรแห่งอาร์เมเนีย เชื่อกันว่าพญาสามองค์ คือเมลคีออร์มาจากประเทศเปอร์เซีย คัสปาร์มาจากประเทศอินเดีย และบัลธะสาร์มาจากประเทศอาหรับ แต่ว่าคริสตชนในประเทศจีนเชื่อว่ามีพญาสามองค์ท่านหนึ่งมาจากประเทศจีน

แหล่งที่มาและการเดินทางของพญาสามองค์

          วลีที่ว่ามาจาก “ทิศตะวันออก” เป็นข้อมูลที่ได้จากพระวรสารของนักบุ ญมัทธิวเท่านั้น ซึ่งบอกว่าพญาสามองค์มาจากไหน ตามธรรม ประเพณีที่ตกทอดสืบต่อกันมา ก็บอกว่าท่านทั้งสามเป็นชาวบาบีโลนเชื้อสายยิวตั้งแต่สมัยของประกาศกดาเนียล เพราะในสมัยนั้นกรุงบาบีโลนเป็นศูนย์กลางของวิทยาการต่ างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งดาราศาสตร์/การดูดาว

          ตามคำบอกเล่าจากพระวรสารโดยนักบุญมัทธิว พญาสามองค์ได้พบพร ะกุมารเยซูโดยการติดตามดาวประจำพระองค์/ดาววิเศษ ซึ่งต่ อมาดาวประจำพระองค์ดวงนี้ ก็ได้รับขานนามว่า “ดาวแห่งเบธเลเฮม”

         และเมื่อได้พบองค์พระกุมารเยซูแล้ว ท่านทั้งสามก็ได้ถวายของกำนัล/ของขวัญอันเป็นสัญลักษณ์ 3 ชิ้นด้วยกันคือ ทองคำ กำยานแ ละมดยอบ เนื่องจากท่านทั้งสามได้รับคำเตือนในฝันว่ากษัตริย์เฮโรดหาท างที่จะกำจัดกุมารน้อยเยซู ท่านทั้งสามจึงได้ตัดสินใจที่จะกลับบ้ านโดยทางอื่น ซึ่งได้กลายเป็นสาเหตุที่ยั่วยุให้กษัตริย์เฮโรดหาทางที่จะฆ่าเด็กอื่นๆทั้งหมดที่เมืองเบธเลเฮม อันเป็นพฤติกรรมของ “การฆ่าหมู่” ทารกผู้วิมล เพื่อกำจัดคู่แข่งชิงบัลลังค์ของพระองค์ อย่างไรก็ตาม พระกุมารเยซูและครอบครัวต้องอพยพหนีไป ประเทศอีจิปต์ก่อน หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้แล้ว เรื่องราวขององค์พระกุมารเยซูก็ผ่านไปอย่างเงียบๆแบบไม่มีรายละเอียด เรื่องราว การบังเกิดของพระเยซูเจ้าในพระวรสารนักบุญมัทธิว ได้แสดงความชื่นชมในพระองค์ เทียบพระองค์กับโมเสส แล ะแสดงให้เห็นว่าชีวิตของพระองค์นั้นเป็นการทำให้คำทำนายของบรรดาประกาศกที่ได้พูดถึงพระองค์ ได้สำเร็จไป

          หลังจากการมานมัสการองค์พระกุมารเยซูของพญาสามองค์ ท่านทั้งสามก็กลับไปบ้านเมืองของตนโดย ทางอื่น และไม่เป็นที่ปรากฏเรื่องราวของท่านทั้งสามอีกเลย นักบุญเกรกอรี่ ผู้ยิ่งใหญ่ พระสันตะปาปา ได้ทรงอธิบายเรื่องนี้เป็นการเพิ่ มเติมว่าหลังจากที่ได้รู้จักพระเยซูเจ้าแล้ว ท่านทั้งสามก็ถูกห้ามมิให้กลับบ้านโดยทางที่ พวกท่านได้เดินทางมา มีเรื่องราวต่างๆที่เล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับพญาสามองค์หลังจากเหตุการณ์ที่ว่านี้ เรื่องหนึ่งก็ว่าท่านทั้งสา มได้รับศีลล้างบาปจากนักบุญโธมัส อัครสารวก ระหว่างทางที่นักบุญไปประกาศข่าวดีที่ประเ ทศอินเดีย อีกเรื่องหนึ่งก็บอกว่านักบุญเฮเลน มารดาของจักรพรรดิคอนสแตนติน มหาราช ได้พบพระธาตุของท่านทั้งสา มและได้นำกลับไปที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล และอีกเรื่องเล่าหนึ่งก็บอกว่าสุดท้ายพญาสามาองค์ไ ด้เดินทางมุ่งสู่ประเทศเยอรมันนี จึงมีสักการสถานของท่านทั้งสามที่อาสนวิหารของเมืองโคโลญน์จนถึงทุกวันนี้

          ในธรรมประเพณีต่างก็เชื่อกันว่าพญาสามองค์นั้น เป็นกษัตริย์หรือผู้มีสกุลสูง จากเชื้อชาติที่แตกต่างกันออกไป ท่านหนึ่งจากยุโรปตะ วันตก เชื้อสายเซลติก(อังกฤษหรือฝรั่งเศส) ท่านหนึ่งจากอาฟริกา(อบิสซีเ นียหรือเอธิโอเปีย) ส่วนท่านที่สามจากเอเชีย(คาบสมุทรอาหรับ) หรือจากตะวันออกไกล(จีน) พูดง่ายๆก็คือท่านทั้งสามเป็นตัวแทนของ 3 ทวีป(ยุโรป อาฟริกา และเอเชีย) ส่วนของกำนัลที่ท่านทั้งสามน ำมามอบให้พ ระกุมารเยซู คือทองคำ(ยุโรป) กำยาน(อาฟริกา) และมดยอบ(เอเชีย)

ของขวัญ

          เวลาที่พญาสามองค์มาพบพระกุมารเยซูนั้น ท่านทั้งสามได้คุกเข่าลงกราบนมัสการพระกุมาร อากัปกิริยาที่ว่านี้ พร้อมกับการคุกเข่าล งในเรื่องเล่าการบังเกิดขององค์พระกุมารเยซูในพระวรสารของนักบุญลูกา มีผลกระทบที่สำคัญมากๆในวิถีปฏิบัติทางศา สนาของคริสตศาส นา อันหมายถึงการให้ความเคารพอย่างมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อให้ความเคารพต่อกษัตริย์ เพราะเหตุผลดลใจจากเรื่องเล่านี้ การคุกเข่าและการก้มกราบก็ได้ถูกนำมาใช้ในพระศาสนจักรยุคแรกๆ ขณะที่การก้ม กราบในสมัยนี้มิสู้ได้รับการปฏิบัติในวัฒนธรรมตะวันตก แต่ว่าในพ ระศาสนจักรตะวันออก การก้มกราบนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปรกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลมหาพรต การคุกเข่ายังถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกราบไหว้ นมัสการของศาสนาคริสต์จนถึงทุกวันนี้

          ของขวัญทั้งสามชิ้นเป็นอะไรนั้น ก็ได้รับคำบอกเล่าจากนักบุญมัทธิวว่าเป็นทองคำ กำยานและมดยอบซึ่งให้ความหมายแตกต่างกันดังนี้คือ

      
- ทองคำเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกษัตริย์บนแผ่นดินโลก
         - กำยานเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสงฆ์/พระมหาสมณะ
         - มดยอบเป็นสัญลักษณ์ของความตาย/การสิ้นพระชนม์

     หรือมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า

      
- ทองคำเป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม
         - กำยานเป็นสัญลักษณ์ของคำอธิษฐานภาวนา
         - มดยอบเป็นสัญลักษณ์ของการทนทุกข์ทรมาน

          นักบุญยอห์น คริสซอสโตม (350-407) ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่าของขวัญที่พญา สามองค์ถวายแด่พระกุมารเยซูนั้น มิใช่ในฐานะที่พระอ งค์ทรงเป็นกษัตริย์เท่านั้น แต่ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่ตาม ธรรมประเพณีของชนช าวยิวที่ถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าเป็นแกะและลูกวัว ดังนั้นนักบุญยอห์น คริสซอสโตม จึงยืนยันว่าพญาสามองค์มากราบนมัสการพระกุมารเยซูในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าด้วย

หลุมศพ

          มารโค โปโล ได้เล่าให้พวกเราฟังว่าเมื่อปี 1270 ท่านได้แลเห็นหลุมฝังศพ 3 หลุมด้วยกันของพญาสามองค์ที่เมืองซาเวห์ทางตอนใ ต้ของกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน

          ที่เมืองซาบาในประเทศเปอร์เซีย อันเป็นเมืองที่พญาสามองค์ได้เริ่มออกเดินทางและสุดท้ายท่านทั้งสามได้รับการปลงศพที่เมืองนี้ เ ป็นสามอนุสรณ์สถานที่ใหญ่โตและสวยงามมากตั้งเรียงกัน และบนอนุสรณ์สถานทั้งสามนี้ ก็มีอาคารย่อมๆเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสซึ่งได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างสวยงาม ร่างของพญาสา มองค์ยังอยู่ครบถ้วน ผมและหนวดก็ยังคงอยู่

          สักการสถานของพญาสามองค์ที่อาสนวิหารเมืองโคโลญน์ ตามที่เล่าสืบต่อกันมาว่าเป็นที่เก็บกระดูกของท่านทั้งสาม เป็นนักบุญเฮเลนาที่ได้เป็นผู้ค้นพบเป็นคนแรกเมื่อครั้งไปแสวงบุญ ณ แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ พระนางได้นำเอาซากกระดูกที่เ หลือกลับไปยังวัดเซนต์โซเฟียที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ต่อมาได้ถูกเคลื่อนย้ายไปที่เมืองมิลาน ก่อนที่พระจักรพรรดิเฟรเดริคที่ 1 แห่งอาณาจักรโรมันจะส่ งไปเก็บไว้ที่อาสนวิหารเมืองโคโลญน์ในปี 1164 แล ะได้รับการเก็บรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้ ทุกๆปีในวันที่ 6 มกราคม ชาวเมืองมิลานจะจัดให้มีขบวนแห่ใหญ่โตเพื่อเป็นเกียรติแด่พญาสามองค์ ด้วยการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบบสมัยกลาง

          มีเรื่องเล่าที่ค่อนข้างละเอียดเกี่ยวกับพระธาตุของพญาสามองค์ที่ตั้งแสดงไว้ที่อาสนวิหารเมืองโ คโลญน์ ในศตวรรษที่ 14 โดยนักบวชท่านหนึ่ง ชื่อว่า ยอห์นแห่งฮิลเดสไฮม ในหนังสือ “ประวัติของพญาสามองค์” โดยเริ่มตั้งแต่การเดินทางของพระนางเฮเลนา พระมารดาของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ไปยังกรุงเยรูซาเลม ที่ซึ่งพระนางได้ค้นพบไม้กางเขนที่แท้จริงของพระเยซูเจ้าอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งพระธา ตุอื่นๆด้วย

          พระราชินีเฮเลนา...ได้เริ่มคิดถึงอย่างมากถึงร่างของพญาสามองค์นี้ พระนางจึงได้ตั้งใจเดินทางไปยังประเทศอินเดียพร้อมด้วยผู้ติด ตามจำนวนมาก หลังจากที่พระนางได้พบร่างของเมลคีออร์ คัสปาร์และบัล ธะสาร์ พระราชินีเฮเลนาก็ได้บรรจุร่างของท่านทั้งสามลงในหีบ ีและทำการตกแต่งด้วยเพชรนิลจินดามากมาย และได้นำกลับไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิล...และได้บรรจุร่างของพญาสามองค์ที่พระวิหารเซนต์โซเฟีย

ความหมายทางศาสนา

          พระศาสนจักรตะวันตกส่วนใหญ่ทำการสมโภชการเสด็จไปนมัสการพระกุมารเยซูของพญาสามองค์ในวันที่ 6 มกราคม โดยเรียกชื่อว่า “Epiphany” ซึ่งหมายถึงการแสดงองค์ขององค์พระบุตรพระเจ้า พระเยซู ส่วนพระศาสนจักรออร์โธด๊อกซ์ตะวันออกฉ ลองพญาสามองค์ในวันที่ 25 ธันวาคม

          การที่ถือว่าพญาสามองค์เป็นกษัตริย์ ได้ถูกนำเอาไปเชื่อมโยงกับคำทำนายของพระคัมภีร์ภาคพันธ สัญญาเดิมที่ได้พูดถึงพระเมสสิย าห์ว่าได้รับการกราบไหว้นมัสการจากเหล่ากษัตริย์ ในอสย 60: 3; สดด 72: 10; 68: 29 บรรดาผู้อ่านพระคัมภีร์ในยุคแรกๆได้ตีความพระวร สารของนักบุญมัทธิวในย่อหน้านี้ว่าหมา ยถึงคำทำนายดังกล่าว พลางได้ให้เกียรติพญาสามองค์ว่าเป็นกษัตริย์ จากปี 500 เป็นต้นมา ผู้อธิบายพระคัมภีร์ทั้งหลายต่างก็ยอมรับเอาธร รมประเพณีนี้ว่าพญาสามองค์คือกษัตริย์ จนถึงยุคของพวกปฏิรูปโปรแตสแตนท์

          มีธรรมประเพณีทางศาสนาบางแหล่งที่มีทัศนะเชิงวิจารณ์ในทางลบถึงเรื่องของพญ าสามองค์ พลางบอกว่าการมาของพญาสามองค์นั้น ไม่ควรได้รับการเฉลิมฉลอง เพราะจากข้อเท็จจริงที่ว่าดาวประหลาดดวง นั้นที่พญาสามองค์ได้แลเห็นนั้น ก่อนอื่นหมด ได้นำไ ปสู่ความเป็นศัตรูกับองค์พระกุมารเยซูและนำไปสู่การไปค้นหาตำแหน่งที่ตั้งขององค์พระกุมาร พวกเขายังได้บอกต่อไปอีกว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเป็นพระเจ้าที่ได้กำหนดขึ้น เพราะเ ป็นไปไม่ได้ที่พญาสามองค์จะถูกนำไปหาเจ้าครองนครที่มีเจตนาจะฆ่าพระกุมาร ก่อนที่ท่านทั้งสามจะได้มีโอกาสไปกราบไหว้องค์พระกุมารเสียก่อน เช่นเดียวกันในพระวรสารโดยนักบุญมัทธิว 2: 12 ก็ได้เล่าให้เราฟังว่าพญาสามองค์ได้รับการเตือนจากพระเจ้าว่ามิให้กลับไปหาก ษัตริย์เฮโรดที่ได้ทำการ ฆ่าหมู่เด็กทารก ธรรมประเพณีนี้ยังเชื่ออีกว่าดาวประหลาดดวงนั้นซึ่งเฉพาะพญาสามองค์สามารถแลเห็นได้นั้น เป็นผลิตผลของศัตรูเอกของพระเจ้าที่ได้วางแผนอันชั่วร้ายที่จะกำจัดพระกุมารเยซู

          อย่างไรก็ตาม พญาสามองค์เป็นองค์อุปถัมภ์ของนักเดินทาง

ธรรมประเพณีอื่นๆ

          - วันฉลองที่ทำการเฉลิมฉลองการมากราบไหว้นมัสการของพญาสามองค์ เป็นที่ยอมรับกันว่ามิได้เป็นวันเดียวกันกับวันสมภพของพร ะเยซูเจ้า เพราะว่าเรื่องราวเกี่ยวกับพญาสามองค์ที่มีเล่าอยู่ในพระวรสารของ นักบุญมัทธิว มิได้บอกว่าท่านทั้งสามได้มาปรากฏตัวอยู่ ณ คืน ที่พระเยซูทรงบังเกิด และนักบุญโยเซฟแล ะแม่พระก็อยู่ที่เมืองเบธเลเฮมจนถึงเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงรับศีลตัดที่กรุงเยรูซาเล็ม และหลังจากนั้นจึงได้กลับบ้านไปอยู่ที่เมืองนาซาเร็ธ

          - คริสตศาสนิกชนตะวันตก โดยเฉพาะอย่งยิ่งคริสตชนที่พูดภาษาเสปน เฉลิมฉลองพญาสามองค์ ณ วัน “พระคริสตเจ้าแสดงองค์” หรือ “Epiphany” ในวันที่ 6 มกราคม 12 วันหลังวันคริสต์มาส “Twelve Days of Christmas” และในวันฉลองนี้พญาสามองค์ “Three Kings of Orient” จะรับจดหมายที่แสดงออกถึงความปรารถนาต่างๆของพวกเด็กๆ และท่านทั้งสามก็จะนำของขวัญต่างๆมากมายมาให้กับพวกเด็ กๆในวันก่อนฉลองพญาสามองค์ ในประเทศเสปน พญาสามองค์แต่ละท่านจะเป็นตัวแทนของแต่ละทวีปแตกต่างกันออกไป คือยุโรปเป็นเมลคีออร์ เอเชียเป็นคัสปาร์ และอาฟริกาเป็นบัลธะสาร์ ตามธรรมประเพณี พญาสามองค์จะขี่อูฐมาจากแดนตะวันออกเพื่อจะมาเยี่ยมบ้านขอ งเด็กๆทั้งหลาย เหมือนๆกับซานตาคล๊อสที่ขี่กวางเรนเดียร์ ท่านทั้งสามจะมาเยี่ยมเด็กทุกๆคนในค่ำคืนก่อนวันฉลอง ในบางแห่ง พวกเด็กๆจ ะเตรียมเครื่องดื่มอย่างหนึ่งให้กับพญาสามองค์แต่ละท่าน ทั้งเตรียมอาหา รและเครื่องดื่มสำหรับอูฐด้วย เพราะนี่เป็นค่ำคืนคืนเดียวของปีที่ท่านทั้งสามและอูฐของท่านจะทานอาหาร

          - มีธรรมประเพณีอย่างหนึ่งในทวีปยุโรปตอนกลาง ที่ให้เขียนอักษรตัวแรกของพญาสามองค์เหนือป ระตูใหญ่เข้าบ้าน เพื่อจะขอพรปีใหม่สำหรับบ้านและผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านนั้น ตัวอย่างเช่น สำหรับปี ค.ศ. 2011 ก็จะเขียนตัวอักษรว่า 20 + C + M + B +11 อักษรย่อตัวแรกของทั้งสามตัวอักษรนั้น อาจจะหมายถึง “Christus Mansionem benedicat” = “ขอพระคริสตเจ้าทรงอวยพรบ้านนี้” ด้วย ในส่วนที่เป็นคริสตชน คาทอลิกของประเทศเยอรมันนีและออสเตรีย ธรรมประเพณีที่ว่านี้ เป็นกลุ่ม “Sternsinger” = “นักร้องดารา” จะเป็นผู้จัดการเฉลิมฉล องนี้ พวกเด็กๆจะแต่งตัวเป็นพญาสามองค์ พลางแบกดาวไปตามบ้านและร้องเพลงคริสต์มาส และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนที่พวกเขาได้ทำตัวอักษรให้ พวกเด็กๆก็จะขอรับบริจาคเป็นเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือพวกเด็กๆที่ยากจนในโลกที่สามอีกทอดหนึ่ง

          - ในประเทศฟิลิปปินส์     เนื่องจากประชาชนเกือบทั้งหมดเป็นคริสตชนคาทอลิก เพราะได้รับอิทธิจากพวกสเปน พวกเด็กๆจะวางรอ งเท้าของตัวเองไว้คอยพญาสามองค์ในวันที่ 5 มกราคม คือวันก่อนวันฉลอ งพญาสามองค์ เพื่อว่าในวันรุ่งขึ้นที่ฉลองพญาสามองค์นั้น ท่า นทั้งสามจะได้นำของขวัญมาใส่ไว้ในรองเท้าของพวกเขา วันฉลองพญาสามองค์ถือว่าเป็นวันสิ้นสุดของช่วงฉลองวันหยุดยาวของเทศกาลคริสต์มาส แต่ ว่าบางครั้งก็ลากยาวไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนมกราคม ซึ่งเรียกว่า “Santo Nino” = “นักบุญพระกุมาร”

          - สำหรับรูปต่างๆของพญาสามองค์ให้เปิดดู
           www.wikipedia.org/biblical magi

หน้าหลัก