|
นักบุญอัมโบรส เป็นนักปราชญ์ชั้นเอกของพระศาสนจักรตะวันตกหรือพระศาสนจักรลาตินองค์แรกในจำนวน 4 องค์ ส่วนอีก 3 องค์คือ
นักบุญเยโรม นักบุญออกัสติน และนักบุญพระสันตะปาปา เกรโกรี องค์ใหญ่ นักบุญอัมโบรส มีชื่อเสียงในด้านความรู้และความกล้าหาญ เป็นนักปฏิบัติมากกว่านักทฤษฎี ท่านมีอิทธิพลต่อชีวิตของประชาชนพลเมื
องเช่นเดียวกับที่มีต่อบรรดาสัตบุรุษในพระศาสนจักร นอกนั้น ยังเป็นที่รู้จักกันดีว่าท่านเป็นผู้โปรดศีลล้างบาปให้นักบุญออกัสติน นักบุญอัมโบรส เกิดใน ปี ค.ศ. 340 ในสถานที่ซึ่งเป็นวังของชา
ว เยอรมันสมัยก่อนที่เมืองเทรียร์ อันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโกลหรือฝรั่งเศสโบราณ บิดาของท่านชื่ออัมโบรส เช่นกัน เป็นเจ้าครองนครประ เทศโกลตอนใต้ มีอาณาเขตกว้างใหญ่ซึ่งรวมทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ
สเปน หมู่เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และดินแดนแถบอัฟริกา บิดาของท่านสิ้นชีวิตเมื่อนักบุญอัมโบรสอายุได้ประมาณ 4-5 ปี มารดาของ
ท่านจึงได้นำบุตรทั้งสามคนมายังกรุงโรม ที่ซึ่งนักบุญอัมโบรสได้รับการศึกษาในด้านธรรมประเพณีของชนชั้นสูงของกรุงโรม ท่านกลายเป็นนักกฎหมายและเริ่มฝึกงานด้านกฎหมายในศาลต่างๆ ของกรุงโรม
นักบุญอัมโบรสได้รับความประทับใจจากการกล่าวขวัญถึงอานิซิอุส โปรบุส เจ้าครองนครของอิตาลี ซึ่งได้แต่งตั้งท่านให้เป็นที่ปรึกษา
ทางกฏหมาย ครั้นแล้ว ในปี 370 เมื่อท่านมีอายุเพียง 30 ปี จักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 1 ได้แต่งตั้งท่านให้เป็นข้าหลวงของแคว้นลีกูเรียและแ
คว้นเอมีเลีย โดยให้ท่านพำนักที่จวนข้าหลวงในเมืองมิลาน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันตก ปรากฏว่า ท่านเป็นข้าหลวงที่เป็
นที่ชื่นชอบของผู้คนจำนวนมาก ในปี 374 หลังจากที่นักบุญอัมโบรสเป็นข้าหลวงได้ 4 ปี พระสังฆราชออกเซนทิอุส แห่งมิลาน (ซึ่งบั
ง เอิญเป็นผู้ถือลัทธิของอาริอุส) ได้เสียชีวิตลง จึงทำให้บรรดาสัตบุรุษแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่ายสำหรับการ สรรหาผู้สืบทอดตำแหน่งพระสังฆราชแห่งเมืองมิลานองค์ใหม่ เพราะฝ่ายหนึ่งต้องการให้เป็นผู้ที่มาจ
ากผู้ถือลัทธิของอาริอุส แต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้มาจากคาทอลิก นักบุญอัมโบรสได้ไปที่วัดที่ประชาชนกำลังประชุมกันอยู่ และท่านได้ให้ ปาฐกถาซึ่งแนะนำพวกสัตบุรุษให้คัดสรรพระสังฆราชของตนอย่างสันติวิธ
ีโดยไม่ให้ใช้ความรุนแรง ในขณะที่ท่านกำลังกล่าวชักชวนอยู่นั้น มีเสียงหนึ่งร้องตะโกนขึ้นมาว่า ให้อัมโบรสเป็นพระสังฆราช หลังจากนั้นที่ประชุมจึงพร้อมใจกันกระทำตามเสียงร้องตะโกนนั้นและนักบุญอัมโบรสก็ได้รับเลือกให้เป็นพระสังฆราชอย่างเป็นเอกฉันท์ ซึ่งในขณะนั้นท่านยังเป็นคริสตังค์สำรองหรือผู้กำลังเตรี
ยมตัวรับศีลล้างบาปเป็นคริสตชนอยู่เลย จักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 1 ทรงให้ความยินยอมอย่างเป็นทางการในการเลือกพระสังฆราช และได้มีก
ารส่งรายงานการเลือกพระสังฆราชองค์ใหม่นี้กลับไปยังพระองค์ ท่านอัมโบรสเองก็ได้เขียนจดหมายถึงจักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 1 เช่นกัน เพื่อให้พระองค์ยกเลิกความยินยอมนี้ แต่จักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 1 ทรงต
อบกลับมาว่า นี่เป็นความพอใจอย่างใหญ่หลวงที่ข้าหลวงของพระองค์เป็นผู้เหมาะสมและได้รับความไว้วางใจที่จะทำงานในหน้าที่ของพระสังฆราช ท่านอัมโบรสจึงได้รับศีลล้างบาป และหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ก็ได้รับ
การบวชเป็นพระสังฆราชในวันที่ 7 ธันวาคม 374 เมื่อท่านมีอายุ 35 ปี ท่านอัมโบรสรู้ตัวเองดีว่าขาดความรู้ด้านเทววิทยา ดังนั้นท่านจึงเริ่มศึกษาพระคัมภีร์และงานต่างๆของบรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจั
กร เช่นของท่านออริเจนและนักบุญบาซิล ในระหว่างนั้นท่านได้สละทรัพย์สมบัติส่วนตัวฝ่ายโลกของท่าน และเริ่มดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย
รักษาตารางเวลาในการภาวนาอย่างแข็งขัน รวมทั้งการถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณประจำวัน และการสวดภาวนาทำวัตรในตอนกลางคืน ท่
านทำตนเป็นคนง่ายๆในการพบปะกับผู้คน พูดคุยกับพวกเขาในทุกโอกาส ท่านจึงกลายเป็นพระสังฆราชประชานิยมของบรรดาสัตบุรุษ เหมือนเช่นที่ท่านเป็นข้าหลวงที่ประชาชนชื่นชม
ท่านได้เคยเป็นนักพูดฝีปากเอก และบัดนี้ท่านกลายเป็นนักเทศน์ที่โน้มน้าวใจผู้ฟังได้อย่างลึกซึ้ง บ่อยครั้งที่บทเทศน์ของท่านยกเอาซิเ
ซโรซึ่งเป็นนักปรัชญาเมธีชาวโรมันก่อนคริสตกาลเป็นตัวอย่าง และในบางครั้งท่านได้ขอยืมความคิดอ่านจากนักประพันธ์ชาวโรมันที่เป็นคน
ต่างศาสนา หัวข้อหนึ่งอันเป็นที่พออกพอใจแก่ท่านอัมโบรสอย่างมาก แม้จะไม่พบในนักประพันธ์ชาวโรมัน คือ บทความที่กล่าวชมสรรเสริ
ญสถานะและคุณธรรมของความเป็นพรหมจรรย์ มีหญิงพรหมจารีหลายคนได้ถวายตัวภายใต้คำแนะนำของท่าน รวมทั้งมาเชลลีนาน้องสาวข
องท่านด้วย มีการกล่าวกันว่าบรรดาผู้เป็นแม่พยายามมิให้บุตรสาวของตนฟังคำเทศน์ของท่านอัมโบรส เพราะเกรงว่าจะเคลิบเคลิ้มไปกับค
ำเทศน์สอนของท่าน เป็นเพราะคำเทศน์ของท่าน อัมโบรสนี่เอง ที่ได้ดึงดูดนักบุญออกัสตินให้เข้ามาหาท่าน ในหนังสือ คำสรรเสริญและคำสารภาพ (Confessions) ของนักบุญออกัสติน ได้พรรณาถึงความเร้าใจในการโต้ตอบกันระหว่างนักปราชญ์สองท่านของพระศาสนจักร
และมักจะมีคำถามว่านักบุญอัมโบรสมีอิทธิพลต่อนักบุญออกัสตินมาก น้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อสงสัยเลยว่านักบุญอัมโบรสมีอิทธิ
พลอย่างมากต่อนักบุญมอนิกา มารดาของนักบุญออกัสติน เพราะเหตุฉะนี้นักบุญ ออกัสตินจึงนิยมนับถือท่านอัมโบรสอย่างมาก
นักบุญอัมโบรสได้เป็นพระเอกของคริสตศาสนาคาทอลิกในการต่อสู้กับลัทธิของอาริอุส ท่านได้เขียนหนังสือเพื่อต่อสู้กับพวกถือลัทธข
องอาริอุส นอกนั้นท่านยังได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับบทเพลงสดุดี ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และจริยศาสตร์คริสตชน พร้อมกับงานเขียนด้านคำสอนเกี่ยวกับความเชื่อและเกี่ยวกับพระจิต
ท่านยังเป็นนักแต่งเพลงสรรเสริญอีกด้วย มีบทเพลงบางบทที่ได้ตกทอดมาถึงสมัยของเราซึ่งยังใช้ขับร้องอยู่ในปัจจุบัน อันเป็นที่รู้
จักกันในชื่อของเพลงขับร้องของนักบุญอัมโบรส อันเป็นเหมือนเพลงขับร้องที่เบิกทางให้กับเพลงขับร้องเกรโกเรียนในภายหลัง ที่มีจังหวะ
ธรรมดาง่ายๆในแต่ละพยางค์ของเนื้อหาโดยใช้โน๊ตตัวเดียว และยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ในพิธีกรรมแบบของนักบุญอัมโบรส อันเป็นพิธีกรรมแบบหนึ่งในจำนวนอีกสองสามแบบที่มิใช่เป็นพิธีกรรมแบบโรมันของพระศาสนจักรคาทอลิกในศาสนาคริสต์ตะวันตก
นักบุญอัมโบรสเป็นนักปราชญ์ของพระศาสนจักรท่านแรก ที่มีผลงานเขียนเป็นภาษาลาติน ขณะที่อาณาจักรโรมันทางตะวันตกเริ่มเสื่
อมลงนั้น ท่านได้ช่วยเก็บรักษาภาษาลาตินให้ยังคงใช้อยู่ในพระศาสนจักรคาทอลิกจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
นักบุญอัมโบรสเป็นพระสังฆราชได้เพียงไม่กี่เดือน จักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 1 ก็ได้สิ้นพระชนม์ลง เจ้าชายวาเลนส์ น้องชายของพระ
องค์ได้ขึ้น เป็นจักรพรรดิของอาณาจักรโรมันตะวันออก และกราซีอานุส พระโอรสจักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 1 ได้เป็นจักรพรรดิของอาณา
จักรโรมันตะวันตก ในขณะนั้น พวกโก๊ธซึ่งเป็นอนารยชนชาวเยอรมันโบราณ ได้ยกทัพเข้ามาบุกรุกดินแดนทางตะวันออกของอาณาจักรโรมั
น และจักรพรรดิกราซีอานุส จำต้องขอความความช่วยเหลือจากจักรพรรดิวาเลนส์ ผู้เป็นพระเจ้าอา ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์บรรดาผู้ที่ถือลัทธิของอ
าริอุส จักรพรรดิกราซีอานุสได้ขอร้องนักบุญอัมโบรสให้ข้อมูลแก่พระองค์เกี่ยวกับคำสอนนอกรีตนั้น ดังนั้นท่านอัมโบรสจึงได้เขียนบทความที่มีชื่อว่า ถึงกราซีอานุส เรื่องความเชื่อ ในปี 378 จักรพรรดิวาเลนส์ถูกปลิดชีพในการสู้รบที่อาเดรียอาโนเปิล และเธโอโดซิอุส แม่ทัพชา
วสเปญซึ่งเป็นออร์โธดอกซ์ ได้รบชนะพวกโก๊ธ จักรพรรดิกราซีอานุสได้ทรงรับรองแม่ทัพเธโอโดซิอุสให้เป็นจักรพรรดิของอาณาจักรโรมันตะวันออก
ต่อมาในปี 383 จักรพรรดิกราซีอานุสได้ถูกฆาตกรรม และพระนางยุสตินา พระมเหสีของจักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 1 ได้เป็นผู้สำเร็จรา
ชการแผ่นดินแทนพระโอรสของพระนาง จักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 2 ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 12 พรรษา แม่ทัพมักซิมุสได้เตรียมการที่
จะช่วงชิงบัลลังก์ จักรพรรดิโดยจะยกทัพเข้าโจมตีประเทศอิตาลี และพระนางยุสตินาได้ทรงขอร้องให้นักบุญอัมโบรสช่วยเจรจากับแม่ทัพมั
กซีมุส ท่านจึงได้เดินทางไปยังเมืองเทรียร์ เพื่อพบกับแม่ทัพมักซีมุส และได้เกลี้ยกล่อมแม่ทัพให้จำกัดการยกทัพโจมตีเฉพาะประเทศโกล
สเปญ และอังกฤษ นักประวัติศาสตร์ถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกที่ศาสนบริกรคริสตชนได้รับการขอร้องให้เข้าแทรกแซงในเรื่องสำคัญทางการเมือง
นักบุญอัมโบรสยังได้รับชัยชนะในเรื่องราชการอื่นอีก ในรัชสมัยของจักรพรรดิกราซีอานุส พระองค์ได้ทรงเคลื่อนย้ายแท่นบูชาที่ยกถวา
ยแด่เทพธิดาแห่งชัยชนะของชนต่างศาสนาออกไปจากตึกรัฐสภาของกรุงโรม สมาชิกสภาสูงซึ่งเป็นคนต่างศาสนากลุ่มหนึ่งได้ทรงถวายฎีก
าต่อจักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 2 ให้นำแท่นบูชานั้นกลับคืนมาและให้ตั้งไว้ในที่ดังเดิม ท่านอัมโบรสได้ทำการคัดค้านอย่างเต็มที่ ทั้งผู้นำของ
สมาชิกสภาสูง ควินตัส เอาเรลิอุส ซิมมาคุสและท่านอัมโบรส ต่างได้เตรียมการหาเหตุผลขอเท็จจริงสำหรับการอภิปายโต้เถียงกันเฉพาะพร
ะพักตร์จักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 2 จักรพรรดิได้ตัดสินใจสนับสนุนเหตุผลข้อเท็จจริงของท่านอัมโบรส กล่าวว่า พระบิดาของข้าพเจ้ามิได้เป็
นผู้สั่งให้เอาแท่นบูชาออกไป และก็มิได้ขอร้องให้นำกลับมา ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอดำเนินตามพระราชบิดา ด้วยการไม่เปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นก่อนรัชสมัยของข้าพเจ้า
แม้ว่าโดยทั่วไปมักจะคิดกันว่า นักบุญอัมโบรสอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระนางยุสตินาและจักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 2 เพราะทั้งสองพระอง
ค์เป็นผู้ถือลัทธิของอาริอุส ครั้งหนึ่ง ณ ที่ประชุมสภาสังคายนาที่เมืองอาควิเลยาในปี 382 ท่านอัมโบรสได้ประสบประสบความสำเร็จในการ
ถอดถอนพระสังฆราชซึ่งเป็นผู้นับถือลัทธิของอาริอุส 2 ท่านด้วยกัน ทั้งๆที่พระนางยุสตินาทรงคัดค้านไม่เห็นด้วย และในปี 385 พระนา
งยุสตินาได้ขอร้องจักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 2 ให้ทรงมีพระบัญชาให้พระวิหาร พอร์ทีอานุส ซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองมิลาน ให้พวกผู้ถือลัทธิของอ
าริอุสใช้ได้ ท่านอัมโบรสยืนกรานปฏิเสธในเรื่องนี้ โดยกล่าวว่าท่านจะยอมให้พวกเฮเรติ๊กหรือคนนอกรีตใช้พระวิหารของพระเจ้าไม่ได้ ครั้นแ
ล้ว จักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 2 ได้เรียกร้องให้สร้างพระวิหารนักบุญอัครสาวกแห่งใหม่ในเมืองที่ใหญ่โตกว่าเดิม ท่านอัมโบรสได้ปฏิเสธเช่น
กัน เมื่อถึงขั้นนี้ พวกทหารได้รับคำสั่งให้ยึดพระวิหาร และพวกทหารได้บุกเข้าไปในพระวิหาร ขณะที่ท่านอัมโบรสกำลังเทศน์สอนอยู่ในวั
ดน้อย เมื่อพวกหทารเห็นดังนั้น ก็ได้แต่ทิ้งอาวุธ และกลับมาร่วมภาวนากับบรรดาคาทอลิกที่กำลังฟังท่านอัมโบรสอยู่
ในเดือนมกราคม 386 พระนางยุสตินา ได้ทรงชักชวนจักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 2 ให้ออกกฏหมายเรื่องการชุมนุมของคริสตชนว่าเป็นเ
รื่องที่ผิดกฎหมาย ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของพวกนับถือลัทธิของอาริอุส ก็จะต้องได้รับโทษประหารชีวิต ท่านอัมโบรสทำเป็นไม่ร
ู้ไม่ชี้กับกฏหมายฉบับนี้ ในวันอาทิตย์ใบลาน ท่านได้เทศน์สอนให้ทำการต่อต้านที่จะยกวัดต่างๆให้กับพวกนับถือลัทธิของอาริอุส พระนางยุส
ตินาได้ทรงตัดสินใจที่จะให้เรื่องนี้ไปสู่ขั้นแตกหัก กองทัพของจักรพรรดิได้เข้าล้อมวัด ที่ซึ่งบรรดาชาวคาทอลิกใช้เป็นเกราะกำบังตัวเอง ใน
วันอาทิตย์ปัสกา บรรดาสัตบุรุษก็ยังคงอยู่ที่นั่น และเพื่อเป็นการล่วงเวลา ท่านอัมโบรสจึงได้สอนพวกสัตบุรุษให้ร้องเพลงสรรเสริญที่ท่านไ
ด้แต่งขึ้น โดยแบ่งพวกเขาออกเป็นสองกลุ่มและให้พวกเขาขับร้องเพลงสลับกันคนละวรรค ในบทเทศน์หนึ่งในช่วงสัปดาห์นั้น ท่านอัมโบรสได้ประกาศว่า จักรพรรดิอยู่ในพระศาสนจักร ไม่ใช่อยู่เหนือพระศาสนจักร พระนางยุสตินาทรงต้องยอมแพ้อีกครั้ง เพราะพระนางยังคงต้องการท่านอัมโบรสอยู่ เพราะเป็นที่รู้กันว่าขณะนั้นแม่ทัพมักซิมุสกำลังเต
รียมบุกประเทศอิตาลี พระนางยุสตินาได้ทรงขอร้องให้อัมโบรสช่วยยับยั้งการรุกรานในครั้งนี้ ท่านอัมโบรสจึงได้เดินทางไปยังเมืองเทรียร์อี
กครั้ง ในครั้งนี้แม้ภารกิจจะไม่ประสบผลสำเร็จ แม่ทัพมักซิมุสได้เข้ารุกรานอิตาลี พระนางยุสตินาและจักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 2 ได้หลบห
นีไปยังประเทศกรีกเพื่อขอความช่วยเหลือจากจักรวรรดิโรมันตะวันออก คือ จักรพรรดิเธโอโดซิอุส ซึ่งได้ประกาศสงครามกับแม่ทัพมักซิมุส
ซึ่งต้องพ่ายแพ้ในการสู้รบและถูกสำเร็จโทษ พระนางยุสตินาและจักรพรรดิวาเลนติเนียนที่ 2 ก็สามารถกลับสู่มาตุภูมิ ตั้งแต่นั้นมาจักรพรรดิเธโอโดซิอุส จึงเป็นประมุขที่แท้จริงของจักรวรรดิโรมันทั้งหมด
ต่อมาเกิดการไม่ลงรอยกันระหว่างนักบุญอัมโบรสและจักรพรรดิเธโอโดซิอุส รอยร้าวอันแรกที่ปรากฏให้เห็นก็คือ ทัศนคติของพระศาส
นจักรต่อชาวยิวในศตวรรษที่ 4 ในแคว้นเมโสโปเตเมีย มีคริสตชนบางคนได้ไปทำลายศาลาธรรมของพวกชาวยิว เมื่อจักรพรรดิเธโอโดซิอุ
สได้รับทราบ จึงทรงสั่งให้พระสังฆราชของเมืองนั้นสร้างศาลาธรรมหลังใหม่ขึ้นมาทดแทน พระสังฆราชท่านนั้นจึงได้ร้องเรียนท่านอัมโบรส
ซึ่งได้เขียนจดหมายถึงจักรพรรดิเธโอโดซิอุส เพื่อบอกว่าพระสังฆราชคาทอลิกไม่ต้องชำระเงินเพื่อเป็นค่าก่อสร้างสถานที่สำหรับใช้ในการน
มัสการพระเท็จเทียม ท่านอัมโบรสได้เทศน์สอนต่อต้านเรื่องดังกล่าวนี้เฉพาะพระพักตร์ของจักรพรรดิเธโอโดซิอุส อันก่อเกิดการโต้เถียงกัน
ระหว่างทั้งสองท่านในวัด ท่านอัมโบรสได้ปฏิเสธที่จะถวายบูชามิสซาต่อไปจนกว่าจักรพรรดิจะทรงสัญญาว่าจะอภัยโทษให้พระสังฆราชท่านนั้น และที่สุดท่านอัมโบรสก็เป็นผู้ชนะ ในปี 390 เกิดมีการฆ่าหมู่ที่น่าสยดสยองขึ้นที่เมืองเธสะโลนิกา อันสืบเนื่องมาจากเกิดการจลาจลของประชาชนและคนจำนวนมากไ
ด้ถูกฆ่าตาย กองทัพของจักรพรรดิเธโอโดซิอุสได้ฆ่าประชาชนถึง 7,000 คนด้วยกัน ท่านอัมโบรสได้เขียนจดหมายว่ากล่าวจักรพรรพิเธโอโดซิอุสอย่างรุนแรง พลางทูลพระองค์ว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นที่เมืองเธสะโลนิกาเป็นสิ่งที่ยกโทษให้ไม่ได้ในความทรงจำของมนุษย์ท่านได้ทรงเร่งรัดองค์จักรพรรดิให้ทำการ ใช้โทษบาป และพระองค์ก็ได้กระทำการใช้โทษบาปต่อหน้าสารธารณชน จักรพรรดิเธโอโดซิอุสได้สิ้นพระชนม์ในปี 395 โดยมีท่านนักบุญอัมโบรสอยู่ข้างๆ ในพิธีฝังพระศพของพระองค์ นักบุญอัมโบรสได้กล่
าวสรรเสริญจักรพรรดิเธโอโดซิอุส โดยกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ฆ่าหมู่ที่เมืองเธสะโลนิกาว่า พระองค์ แม้ว่าทรงเป็นจักรพรรดิ ก็ไม่ทรงละอายที่จะกระทำกิจใช้โทษบาปต่อหน้าสาธารณชน ซึ่งคนทั่วๆไปก็ยังกลัว ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะทำเช่นนี้ แต่จนตลอดชีวิตของพระองค์นั้น
พระองค์มิทรงเคยได้หยุดเป็นทุกข์เสียใจถึงอาชญากรรมที่พระองค์ได้ทรงก่อขึ้นนั้นเลย
ท่านนักบุญอัมโบรสได้สิ้นใจในสองปีต่อมา คือในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ 4 เมษายน 397 ด้วยวัยเพียง 57 ปี ร่างของท่านได้รับการฝังไว้ที่เมืองมิลาน
พระศาสนจักรตั้งให้วันที่ 7 ธันวาคม เป็นวันฉลองเพื่อระลึกถึงท่านนักบุญอัมโบรส
|
|