|
ในบ้านหลังหนึ่งที่ออสเตีย
เมืองชายทะเลทางทิศตะวันตกของกรุงโรม ประเทศอิตาลี ได้มีเหตุการณ์แห่งชีวิตภายในที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์แห่งชีวิตภายในของนักบุญออกัสตินตามคำบอกเล่าของท่านนักบุญเอง ในหนังสือคำสรรเสริญและคำสารภาพ(Confessions) ของท่าน
...เมื่อวันที่คุณแม่มอนิกาจะต้องลาโลกนี้ไป ใกล้เข้ามา ในวันใดนั้นพระองค์ทรงทราบ
แต่เราไม่ทราบ และข้าพเจ้าเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นผู้กำหนดให้วันนั้นมาถึงอย่างเป็นความลับ คุณแม่มอนิกากับข้าพเจ้าอยูกันตามลำพังเพียงสองคนเท่านั้น เราทั้งสองยืนพิงหน้าต่างอยู่
พลางมองลงไปยังสวนข้างล่างของบ้านที่เราพักอยู่ เราอยู่ห่างไกลจากผู้คนและกำลังพักผ่อน เพื่อคอยเดินทางต่อทางเรือ หลังจากที่ได้เหนื่อยล้ากับการเดินทางบก แม่กับข้าพเจ้าคุยกัน
อย่างมีความสุข เราลืมสิ่งในอดีตทั้งหมด และมองไปข้างหน้าด้วยความหวัง เฉพาะพระพักตร์ขององค์แห่งความจริงคือพระองค์เอง รำพึงถึงชีวิตนิรันดร์ของนักบุญทั้งหลาย ซึ่งตาแลไ
ม่เห็น หูไม่ได้ยิน และไม่เคยเข้าไปอยู่ในหัวใจมนุษย์ หัวใจของเราทั้งสองเปี่ยมไปด้วยความกระหายหา ปรารถนาจะได้ดื่มน้ำพุของพระองค์ น้ำพุแห่งชีวิตที่มาจากพระองค์
ขณะที่เรากำลังสนทนากันถึงพระปรีชาญาณของพระองค์ หัวใจของเราทั้งสอน ก็สั่นระริกปราถนาที่จะได้พระปรีชาญาณนั้นมา
ครอบครอง และพยายามที่จะไปให้ถึงพระปรีชาญาณนั้น และหากจะได้สัมผัสสักชั่วขณะสั้นๆก็ยังดี ซึ่งที่สุดก็ทำสำเร็จแล้วนั้นพลางถอน
หายใจและปล่อยให้ผลแรกแห่งจิตใจของเรา ได้ชิดสนิทสัมพันธ์กับพระปรีชาญาณนั้น จากนั้นเราก็ได้กลับไปสู่สภาพปรกติของมนุษย์ กลับไปยังเสียงที่ลิ้นของเราเปล่งออกมาตามธรรมชาติ เป็นคำพูดที่จะต้องมีจุดเริ่มต้นและมีจุดสิ้นสุด
...สิ่งที่เราแม่ลูกคุยกัน
ถ้าความวุ่นวายของเนื้อหนังจะค่อยๆเงียบสงบลงทั้งความฝันและจินตนาการทั้งหลายจะเงียบลง รวมทั้งลิ้นทุกลิ้นและสัญลักษณ์
ทุกสัญลักษณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านพ้นไป และในความเงียบของสิ่งต่างๆเหล่านั้น พระองค์จะทรงตรัสกับเราแต่เพียงลำพัง มิใช่ด้วยสิ่ง
ต่างๆเหล่านั้น แต่ว่าเป็นพระองค์เองที่ทรงตรัส เพื่อว่าเราจะได้ยินพระวาจาของพระองค์ มิใช่เป็นเสียงจากลิ้นของมนุษย์ มิใช่เป็นเสียง
ของเทวดา มิใช่เป็นเสียงของฟ้าร้องฟ้าผ่า ทั้งมิใช่เป็นเสียงในความมืดมนของนิทานเปรียบเทียบ แต่ว่าเพื่อให้เราได้ยินพระองค์เอง มิใช่ให้ได้ยินสิ่งอื่นๆทั้งหลาย
จากนั้นหัวสมองของข้าพเจ้าก็สับสนกับความคิดต่างๆที่ประดังกันเข้ามาและไม่เหมือนกับคำพูดที่ข้าพเจ้าพูดออกมา แต่พระองค์
เท่านั้นทรงทราบดีว่า เมื่อเราพูดกันถึงสิ่งเหล่านี้ในวันนั้น ความสุขในโลกนี้ไม่สามารถนำมาเปรียบได้กับสิ่งที่เราพูดถึงเลย แม่พูดกับ
ข้าพเจ้าว่า ลูกรัก แม่ไม่เห็นว่าโลกนี้จะให้ความสุขอีกต่อไปแล้ว แม่ไม่ทราบว่าทำไมแม่ต้องทำบางอย่าง หรือมีชีวิต อยู่ต่อไปในโลกนี้
เพราะแม่ไม่หวังอะไรในโลกนี้ต่อไปแล้ว สิ่งที่ทำให้แม่อยากอยู่ต่อไปอีกหน่อยก็คือ ปราถนาจะได้เห็นลูกเป็นคริสตชนคาทอลิกที่ดีก่อนแม่ตาย และพระเป็นเจ้าได้ทรงประทานอย่างเหลือเฟือแก่แม่หมดแล้ว ที่ให้แม่ได้
เห็นลูกเป็นผู้รับใช้พระองค์อย่างไม่ไยดีต่อความสุขทางโลก ดังนั้นแม่จะอยู่ต่อไปอีกทำไม
ข้าพเจ้าจำคำตอบที่ให้กับแม่ไม่ค่อยได้ ต่อมาอีกห้าวัน แม่ก็ล้มป่วยลง มีไข้สูง แล้ววันหนึ่งก็เป็นลม
หมดสติไปชั่วครู่ เมื่อเราวิ่งไปหา แม่ก็เริ่มรู้สึกตัว มองข้าพเจ้ากับพี่ชายซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ แล้วถามอย่างไม่แน่ ใจว่า ...แม่อยู่ที่ไหน?... ต่อจากนั้นก็จ้องมองเราอย่างไม่กะพริบตา ขณะที่เราพูดไม่ออก เพราะความเศร้า
สลดใจ แม่พูดอีกว่า ลูกต้องฝังแม่ไว้ที่นี่นะ ข้าพเจ้ากลั้นน้ำตาไว้ พูดไม่ออก พี่ชายของข้าพเจ้าพูดออกไปทำนองว่าเขาจะเป็นสุขมาก ถ้าแม่กลับไปตายที่บ้านเกิดเมืองนอน ไม่ใช่ที่ต่างแดน เมื่อแม่ได้ยินเช่นนั้น ก็
มองไปที่พี่ชายอย่างกังวล พยายามห้ามปรามเขาด้วยสายตา เพราะเห็นว่าเขายังคงยึดมั่นทางโลกอยู่ ต่อจากนั้นแม่ก็มองมาทางข้าพเจ้า พูดว่า ฟังเขาพูดซิ แล้วแม่ก็พูดกับเราทั้งสองว่า ฝังศพแม่ไว้ตรงนี้แหละ ไม่
ต้องห่วงมากนัก แม่ขอร้องอย่างเดียวเท่านั้น คือขอให้ลูกระลึกถึงแม่ เมื่อลูกอยู่ต่อหน้าพระแท่นของพระ เป็นเจ้า เมื่อแม่ได้พูดในสิ่งที่แม่ต้องการเท่าที่สามารถพูดได้แล้ว แม่ก็เงียบไป เพราะพิษไข้รุนแรงขึ้น
ภายในสองสัปดาห์ คุณแม่มอนิกาได้จบชีวิตบนโลกนี้ลง ระยะเวลา 9 วันที่แม่ล้มเจ็บ แม่ได้ทำใจให้สงบ ไม่ยุ่งวุ่นวายกับโลก
ภายนอก มีบางช่วงเวลาเท่านั้นที่แม่ลูกขึ้นมาอวยพรให้กับลูกๆ พลางบอกกับข้าพเจ้าว่าในชีวิตของแม่ แม่ไม่เคยได้ยินคำพูดที่เสียด
แทงแม้แต่คำเดียวจากปากของลูกคนนี้เลย และบอกกับนาวีจีอุลพี่ชายของข้าพเจ้าว่าแม่ไม่ได้สนใจว่า จะต้องฝังแม่ไว้เคียงข้างกับปาตรีซีอ ุส บิดาของเราในผืนแผ่นดินบ้านเกิดเลย
ข้าพเจ้าได้ช่วยปิดตาของแม่ ขณะนั้นหัวใจของข้าพเจ้าเปี่ยมไปด้วยความทุกข์เศร้าโศกซึ่ง
เกือบจะกลั่นออกมาเป็นน้ำตา แต่ดีที่ว่าจิตใจของข้าพเจ้ายังแข็งอยู่สามารถบังคับไม่ให้น้ำตาเหล่านั้นไหลออกมาได้ ข้าพเจ้ายืนอยู่ในสภาพปรกติโดยไม่มีน้ำตานองหน้า สำหรับข้าพเจ้าเป็นการ
ดิ้นรนต่อสู้ที่หนักหน่วงเอาการ ขณะที่แม่หายใจเป็นครั้งสุดท้าย อาเดโอดาตุสลูกชายของข้าพเจ้าก็ร้องไห้ออกมาโฮใหญ่ เราได้หันไปดูเขาและพยายามทำให้เขาเงียบ
เพราะว่า ขณะนี้ข้าพเจ้าได้สูญเสียแม่ซึ่งเป็นผู้ที่คอยเป็นกำลังใจให้ข้าพเจ้า ดวงวิญญาณ
ของข้าพเจ้าเกิดเป็นบาดแผลขึ้นและชีวิตของข้าพเจ้าได้ขาดวิ่นออกเป็นริ้วๆ เพราะว่าเป็นชีวิตอันหนึ่งอันเดียวกันที่ประกอบกันขึ้นจากชีวิตของแม่และของข้าพเจ้าอย่างแยกจากกันไม่ได้ เมื่อลูก
ชายของข้าพเจ้าได้หยุดสะอื้น เอวอดีอุสเพื่อนของข้าพเจ้าได้หยิบบทเพลงสดุดีขึ้นมาขับร้อง และทุกคนก็ร้องตอบรับว่า... พระเจ้าข้าข้าพเจ้าจะร้องสรรเสริญพระเมตตาและคำตัดสินของพระองค์..
เมื่อพี่น้องนักบวชชายหญิงได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ได้มาหาเรา ช่วยกันจัดเตรียมงานสำหรับการปลงศพคุณแม่มอนิกา และ
ช่วยกันจัดแจงบ้านให้สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย ข้าพเจ้าได้สนทนากับเพื่อนๆซึ่งไม่ต้องการให้ข้าพเจ้าอยู่โดดเดี่ยว ทุกคนต่างก็
ตั้งใจฟังข้าพเจ้าอย่างใจจดใจจ่อและคิดว่าข้าพเจ้าคงจะไม่มีความเศร้าสลดแต่อย่างใด แต่ข้าพเจ้ารู้ดีว่ามีอะไรบางอย่างที่บดขยี้บีบคั้น
ในหัวใจของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ารู้สึกละอายใจตัวเองว่าอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ของมนุษย์ ช่างมีอนุภาพใหญ่หลวงเหนือตัว
ข้าพเจ้า และข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีความทุกข์โศกอันใหม่ทับถมลงบนความทุกข์โศกอันเก่า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีความทุกข์โศกเป็นสองเท่า
เมื่อร่างของคุณแม่มอนิกาได้ถูกนำไปฝัง ข้าพเจ้าได้เดินตามไปและเดินกลับโดยที่ไม่ยอมให้มีน้ำตาไหลออกมาเลย ตามธรรม
เนียมที่ปฏิบัติกันอยู่ ขณะที่ร่างของแม่วางอยู่ในหลุมก่อนที่จะทำการฝังนั้น พวกเราก็ได้สวดภาวนากัน ข้าพเจ้าไม่ได้ร้องไห้ แต่ว่าตลอดทั้งวันนั้น ภ ายในจิตใจของข้าพเจ้าเต็มไปด้วยความทุกข์โศกอย่างแสนสาหัสและขณะที่หัวใจยังคงปวดร้าวอยู่นั้น ข้าพเจ้าใคร่วิงวอน
พระองค์ให้ช่วยรักษาความเจ็บปวดนี้ของข้าพเจ้า แต่พระองค์ก็มิได้ทรงรักษาให้ ข้าพเจ้าเกิดมีความคิดว่าข้าพเจ้าควรจะต้องไปอาบน้ำดีกว่า เพราะข้าพเจ้าได้ยินว่าการอาบน้ำจะช่วยขับไล่ความห่วงกัง
วลทั้งหลายออกไป และทำให้จิตใจสบาย แต่ความขมขื่นแห่งความทุกข์โศกของข้าพเจ้ามิได้คลายหายออกไปจากหัวใจข้าพเจ้าเลย แล้วนั้นข้าพเจ้าก็ได้ม่อยหลับไปและตื่นขึ้นมาอีกทีหนึ่งก็พบว่าความ
ทุกข์โศกนั้นมิได้จางหายไปแม้แต่นิดเดียว ข้าพเจ้าจึงนอนเล่นบนเตียงต่อไป เพราะไม่มีใครอยู่ ข้าพเจ้าได้รำพึงรำพันถึงถ้อยคำเหล่านั้นซึ่งข้ารับใช้ของพระองค์ พระสังฆราชอัมโบรสได้ทรงเขียนไว้
...ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าพระผู้สร้างสรรพสิ่ง...
แล้วนั้น ทีละเล็กละน้อยข้าพเจ้าก็ได้ค่อยๆฟื้นขึ้นจากความรู้สึกเก่าๆที่ข้าพเจ้าได้มีต่อข้ารับใช้
ของพระองค์คุณแม่มอนิกาของข้าพเจ้า พลางชวนให้คิดถึงการสนทนาที่น่ารักและชวนศรัทธาที่แม่ได้มีต่อพระองค์ คิดถึงการสนทนาที่นำความสุขเบิกบานที่แม่ได้มีกับข้าพเจ้า ซึ่งบัดนี้การสนทนาด้งกล่าว
ก็ได้มลายหายไปสิ้นในพริบตา ข้าพเจ้าได้พบความบรรเทาก็เฉพาะในการร่ำไห้ เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ร่ำไห้ถึงแม่และสำหรับแม่ ร่ำไห้ถึงตัวข้าพเจ้าและสำหรับตัวข้าพเจ้า คุณแม่มอนิกาถูกฝังไว้ที่เมืองออสเตีย
ออกัสตินและเอวอดีอุสได้เดินทางกลับไปกรุงโรม รอจนกระทั่งการปิดล้อมทางทะเลจะได้ถูกยกเลิก และปลายปี 388 พวกเขา
ได้เดินทางกลับไปยังเมืองคาร์เทจในอาฟริกาตอนเหนือได้พบปะเพื่อนฝูงคนรู้จักทั้งเก่าและใหม่
แต่นี้ไป ชีวิตของออกัสตินได้เริ่มต้นใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่งที่บ้านเกิดเมืองนอนของท่านเอง...
|